| wakul's profile*~ art is long, life is ...PhotosBlogLists | Help |
|
July 21 gothถ้าไม่เคยได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับ Gothic หรือชาว Goth
อาจจะคิดว่าตัวเองเป็นบ้าก็ได้
แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีใครรับได้บ้างรึเปล่า
ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองเป็นคนแปลกแยกแตกต่างจากคนอื่น
เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมคนอื่นเค้าไม่เป็นกันอย่างเรา
แต่ก็พออ่านแล้วก็โล่งใจ
ว่าเราไม่ได้แปลกประหลาดคนเดียว
คนอื่นเค้าก็เป็นกัน
มีอะไรที่คล้าย ๆ กัน แปลว่ามันเป็นธรรมชาติของคนจำพวกหนึ่งต่างหาก
แค่คนจำพวกนี้อาจจะมีน้อย
ไม่ก็ เค้าไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับอะไรพวกนี้
ก็เหมือนกับที่เราเพิ่งรู้นั่นแหละ
ไม่เคยคิดอยากจะให้ตัวเองเป็นคนคิดมากหรือเป็นโรคซึมเศร้า
ไม่อยากให้ตัวเองอาการหนัก
ไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนร้องไห้ง่าย ๆ
บางที เราก็รู้สึกอยากเก็บตัวไปเอง
บังคับตัวเองไม่ได้
บางที ก็ห้ามอารมณ์ตัวเองไม่ให้รู้สึกแย่ไม่ได้
แต่ว่า อย่ากลัวไป
ตอนนี้ เราไม่ได้เป็นอะไรนะ มันเป็นแค่อดีต ^_^"
ตอนเด็ก ๆ ไม่รู้ทำไม ถึงได้เป็นเด็กขี้แย
ฟุ้งซ่านจนต้องกินยาคลายกังวลแสนง่วง
แล้วก็รีบทำให้ตัวเองหายโดยเร็ว
เพราะไม่อยากไปเจอหน้าจิตแพทย์อีก
ไม่อยากไปนั่งเล่าเรื่องที่เรารู้สึก
แล้วเค้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้เราดีขึ้นมาได้บ้างเลย
นอกจากพูดเหมือนสั่ง
ให้เราไม่อ่อนไหวแบบนี้
เราหายเพราะแม่ด้วย
เราต้องทำเพื่อแม่ ไม่ให้เค้าเสียใจ
ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะรับเราได้บ้างมั้ย
แต่เราไม่เคยทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายคนอื่นนะ -*-
เป็นเรื่องแปลกหลายอย่างตรงที่
ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เราจะชอบแต่งกลอน
เป็นพรสวรรค์ที่มันมาเอง เวลามีอารมณ์สุนทรีย์จริง ๆ นะ
ถ้าไม่มีอารมณ์ ไม่อยากแต่ง ให้แต่งยังไงก็ไม่ออกมาหรอก
ชอบวาดรูปเหมือน ถึงจะจินตนาการเองได้ไม่ค่อยเก่ง
แต่ว่า ถ้าให้วาดภาพเหมือนล่ะก็ ขอให้บอกมา
แล้วก็จะรักเสียงเพลงตั้งแต่เด็กแล้ว
แต่เพลงที่ชอบมานี่ ยังแยกไม่ค่อยออกเท่าไหร่
รู้แต่ว่า พอเห็นมิวสิควีดีโอของ X-Japan
เพลง Weekend ที่มีการสาดเลือดแล้วก็นอนจมกองเลือดกัน
ก็ชอบทันที
ไม่ใช่พวกซาดิสท์นะ
มันเป็นศิลปะอย่างนึงต่างหาก
ชอบเพลงร็อคสนุกสนาน กีตาร์เฮวี่เมทัล
กลองสองกระเดื่องหนัก ๆ
ไม่ก็ป๊อบร็อค แดนซ์อิเล็กโทรนิคไปเลย
แล้วไม่รู้ทำไม
อยากเป็นนักดนตรีเหลือเกินตั้งแต่เด็ก ๆ
อาจจะเป็นเพราะว่าเห็นพี่ชายเล่นกีตาร์ก็ได้
โตขึ้นมา ฝันเหลือเกินว่าอยากทำเพลง และมีวงเป็นของตัวเอง
แต่ความเป็นจริง อะไรหลายอย่างมันจำกัดเหลือเกินนะ
ยังไงก็ต้องทำให้ผู้ใหญ่สบายใจไว้ก่อน
ที่น่าแปลกใจมากอีกอย่างนึงคือ
ครั้งแรกที่หัดแต่งคอสเพลกับเพื่อน ๆ ตอนม.ปลาย
เรากลับไม่อยากแต่งเป็นสีสันบนใบหน้าอย่างคนอื่น
แต่กลับอยากแต่งเป็นสีดำ
แม้แต่ปาก ก็ทาสีดำ
ชุดก็สีดำ
พี่ Ken ardency ก็เห็นเราตอนนั้น
เค้าคงคิดอยู่ว่าทำไมยัยเด็กคนนี้ มันพิลึกจัง 55+
แล้วก็ทำไมไม่รู้
ชอบแต่งตัวสีมืด ๆ ทึม ๆ ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว
ชอบใส่เสื้อสีดำ น้ำเงิน ไม่ก็ม่วงเข้ม ไม่งั้นก็น้ำตาล
จะชอบสีแนวนั้นมากเป็นพิเศษ
ของใช้ ก็ชอบสีทึม ๆ มืด ๆ ออกไปโทนน้ำเงินเข้มหรือดำ
ถ้าคุณยายไม่ห้ามให้ใส่สีดำ คงจะใส่ไปตลอดเลย
เพื่อนสนิทมักจะรับไม่ได้ที่เราชอบสีอะไรแบบนี้
ชอบค่อนขอดว่าเราชอบสีอะไรม่วงชมพูตุ่น ๆ
ถึงตอนนี้จะเริ่มกลายพันธุ์จากสีม่วงมาเป็นสีชมพูแล้วก็เถอะ
ตอนนี้ สีที่ชอบเลยเป็นเทรนด์ชมพู ดำ
เพราะแม่ก็เริ่มห้ามไม่ให้ใส่สีดำอีกคน
เลยต้องมีสีชมพูมาแซมแทนซะหน่อย ไม่ให้เค้าคิดมาก ^_^"
ตอนที่มีเรื่องพี่เค้ก
อารมณ์หดหู่มากมาย
แทบไม่อยากจะทำอะไร
ไปทำงาน กลับบ้านมานอน
ไม่มีอารมณ์เล่น internet
หรือคุยกับใครทั้งสิ้น
เป็นอะไรที่แปลกสำหรับชีวิตของเรามาก ๆ
เดือนนึงเต็ม ๆ ที่เราแทบไม่ได้คุยกับเพื่อนคนไหนเลย
อยากอยู่คนเดียว
นั่งน้ำตาไหลได้เหมือนเปิดก๊อกน้ำ
เรื่องราวทุกอย่างวนเวียน
ไม่อยากคิดถึงอีกเลย
เจ็บปวด
อาการตรอมใจเป็นยังไง
ก็รู้ได้จากตอนนั้น
เป็นอารมณ์ที่
จะอยู่หรือจะไป ก็ไม่รู้เลย
แทบจะเหมือนไม่มีชีวิตอยู่ในโลกธรรมดาอีกแล้ว
ช่วงนั้น ยิ่งชอบสีดำหนัก
ใส่แต่สีดำ โดยไม่มีใครห้าม
เพราะว่าไว้ทุกข์ให้พี่เค้ก
แต่พี่เค้กก็ทำให้พลอยเป็นศิลปินขึ้นมาได้นะ
ขอบคุณมาก ๆ
เพราะพี่เค้กทำให้พลอยมีอารมณ์หดหู่ได้จนถึงขีดสุด
ไม่นึกว่าจะแต่งเพลงเป็นของตัวเองซักหน่อย
ก็ดันมีอารมณ์แต่งได้แต่เรื่องที่เกี่ยวกับความตาย
โดยที่ไม่รู้เลยว่า มันเป็นแนวเพลงแนวนึง
พี่เค้กอาจจะมาช่วยพลอยแต่งก็ได้นะ
พลอยแต่งเพลงให้พี่เค้กเพลงนึง
เป็นเพลงแรกที่แต่งออก
เป็นเพลงที่รู้สึกผิด และอยากให้พี่เค้กรับรู้มาก ๆ
เพลงนั้นชื่อว่า come back
มิก เพื่อนที่แสนดี
เป็นคนที่ฉุดเราขึ้นมาให้พบกับโลกของคนปกติธรรมดาอีกครั้ง
หลังจากที่ไม่ได้คุยกับคนมา 1 เดือนเต็ม
เริ่มรู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น
เลยโทรไปถามว่าเพลงมิกแต่งเสร็จหรือยัง
มิก ก็บอกให้ไปชมผลงานเพลง
แล้วบอกว่า
ชีวิต จะได้มีเรื่องอะไรสนุกสนานบ้าง
มันช่างเป็นคำพูดที่เราไม่เคยได้ยินจากใครที่ไหนมาก่อนเลย
ไม่นึกว่ามันจะทำให้เราหลุดออกมาจากความรู้สึกของ goth ได้บ้าง
เหมือน bring me to life จริง ๆ ตอนนั้น
มิกคนนี้แหละ ก็แต่งดนตรีเพลง come back ให้เราด้วย
ทำให้ความฝันที่จะมีเพลงเป็นของตัวเองได้ของเราเป็นความจริง
มันเหนือความคาดหมายของความฝันจริง ๆ
ยังไม่ได้ขอบคุณมิกเลย
ถ้ายังไง ก็ขอบคุณมาก ๆ นายเป็นผู้มีพระคุณกับเรา
เพลงอื่นที่เราคิดว่าอยากแต่งออกมา
มันแปลกมาก ที่มันไปแนวความตายหมดเลย
ไม่ก็อยากแต่งเพลงเกี่ยวกับ dracular
ไม่รู้เป็นบ้าอะไร
ชอบหนังที่เกี่ยวกับ dracular หรือ vampires ตั้งแต่เด็ก ๆ
ถ้าเป็นเรื่องพวกนี้ หรือพวกแฟรงเกนสไตน์ล่ะขอให้บอก
ชอบสีดำ มืด ๆ ทึม ๆ คลาสสิค ๆ ของสีในฟิล์มหนังซะจริง ๆ
มันแปลก ที่รู้ว่าทั้งหมดนี้
มันเกี่ยวข้องกับ gothic
แทบจะทั้งหมด
นั่นก็หมายความว่า
ไม่ใช่เราคนเดียว ที่รู้สึกแบบนี้
ไม่ใช่เราคนเดียว ที่ชอบอะไรแบบนี้
แล้วเราก็ไม่ผิด ที่เราเป็นแบบนี้
ได้โปรด อย่าบอกให้เราเปลี่ยนตัวเอง
เพราะเราเป็นแบบนี้
และได้โปรด ช่วยรับเราให้ได้
ที่เราเป็นแบบนี้
เพราะเราเป็นแบบนี้
True Goth
ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนมาก ๆ
เรารับรองว่าเราไม่ใช่พวกที่ชอบทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายใคร
เพราะเราไม่กล้าทำอะไรใครแน่นอน
เรากลัวเลือด
^_^"
True GothicHow to Know if You Are a True Goth
So you're different. So you appreciate the "Dark" side of life. People may admire you: others may regard you as the resident freak. How ever many labels and sterotypes have been applied to you, you want to truly determine whether the dark, beautiful and commonly misunderstood lifestyle titled Goth, is the one you fall into. However, how do you determine whether or not you are one yourself? You could take endless internet quizzes, consult large numbers of people, or stare in the mirror for countless hours. This article takes you away from the judgment, the sterotypes and the cliches that may befall you as you try to discover who you are. This is a helpful guideline that you may wish to follow: however, the true answer to your question lies within yourself. Read on... [edit] Steps
[edit] Tips
July 07 R.I.P M.J.ไม่น่าเชื่อว่า Michael Jackson จะจากไปในวันเกิดของเราเอง
ช่วงเวลาที่ผ่านมา แทบจะไม่อยากอ่านประวัติของไมเคิลเลย
อยากให้ไมเคิลมีความสุข เหมือนที่ไมเคิลปรารถนาดีกับทุกคน
ตอนนี้ ไม่ว่าไมเคิลจะอยู่ที่ไหน ก็อยากจะขอให้ไมเคิลมีความสุขเช่นกัน
ขอให้ไมเคิลพบกับความสงบสุข และหลับพักผ่อนให้สบาย
R.I.P. M.J.
.
.
.
ขอร่วมรำลึกความหลังถึงไมเคิล แจ็คสัน
ในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง
ที่เฝ้าชื่นชมผลงานของคุณอยู่
ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน และเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ตาม
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณสร้างสรรค์ขึ้นมานั้น
มันเป็นตำนาน ที่ไม่มีวันจะลบเลือนออกไปได้
จากในใจแฟนเพลงทุกคนทั่วโลก
อย่างแน่นอน...
.
.
.
ย้อนกลับไปน่าจะประมาณปี 2528-2529 ได้มั้ง
เราจำได้แบบเลือนลาง
แต่คิดว่าตอนนั้น เราคงอายุเป็นเด็กอนุบาลได้ เพราะเด็กมาก ๆ
ตอนเย็นที่ไหนซักแห่ง น่าจะเป็นเต๊นท์ขายรถของน้าเราเอง
เราได้ยินเพลงอยู่เพลงนึงเป็นประจำ
คิดว่าคนแถวนั้นน่าจะชอบเพลงนี้มาก ถึงได้เปิดมันทุกที
จนทำให้เด็กอย่างเราจำได้
We are the world
We are the children
We are the ones who make a brighter day
so lets start giving ...
เพลงนี้ เพราะมากอย่างประหลาดเลยล่ะ
ได้ยินแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นมาก ๆ
รู้สึกว่าเป็นเพลงที่เท่ห์มาก ๆ เลย
ย้อนเวลากลับไปตอนเด็ก ๆ ให้อารมณ์นั้นเลย
เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงภาษาอังกฤษเพลงแรกในชีวิตที่เราชอบเลยนะ
เพราะเพลงอังกฤษอื่น ๆ ให้เด็กขนาดนั้น ก็ยังนึกไม่ออกเลย
ตอนนั้น คุ้น ๆ ว่าเป็นเพลงของไมเคิล แจ็คสัน
อยากบอกว่า คิดถึงเวลานั้นแล้วทำให้เรามีความสุขมาก ๆ
โตขึ้นมา ที่จำได้เกี่ยวกับไมเคิลเลย
น่าจะเป็นพ.ศ. 2536
ที่ไมเคิลมาแสดงคอนเสิร์ตในไทย
เรายังเด็กเกินไปที่จะไปดูคอนเสิร์ตได้
แต่เราก็ซื้อเพลงของไมเคิลมาฟัง
เป็นอัลบั้มชุด Dangerous กับ Girl friend
จะบอกว่า เพลงในชุดนั้น เพราะแทบจะหมดทุกเพลง
เราชอบเพลงเร็ว ๆ มากกว่าเพลงช้า ๆ
เพลงที่ฟังแล้วชอบมาก ๆ
ก็คือ Who is it, Remember the time,
Will you be there, In the closet, Black or White,
Dangerous, Girl friend, Heal the world
ฟังแล้วแทบจะหยุดฟังไม่ได้
วางไม่ลง
เพลงไมเคิลเพราะมากกกกก มีเสน่ห์มาก ๆ
ทั้งดนตรี และลักษณะการร้องเพลง ตอนนั้น ทำให้รู้สึกสนใจเนื้อเพลงภาษาอังกฤษขึ้นมาได้
จากเพลง Heal the world
เพราะอยากรู้ว่า เนื้อเพลงแปลว่าอะไร
ตอนนั้นมีเพื่อน ๆ ร่วมบ้าด้วย
เป็นกิ๊ก พิชานัน รายนั้นบ้ามาก ๆ
ถึงขนาดหัดเต้นเพลง Jam ได้เลยทีเดียว
เต้นเหมือนด้วย ไม่น่าเชื่อว่าเด็กผู้หญิงจะเต้นได้
ออย เพื่อนข้างบ้าน
ก็เอาเทปชุด Bad มาให้ฟัง
ตอนปิดเทอม เรากับพี่เค้กก็จะนอนดู MTV, Channel V ด้วยกัน
จำได้ว่าพี่เค้กน่าจะให้ดูเพลง Thriller
มิวสิควีดีโอ ออกแนวว่าไมเคิลแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าต่อหน้าแฟนตัวเอง
แล้วก็เพลงอื่น ๆ อีก ที่น่าดู อย่างเช่น
Smooth criminal, Jam, Black or White, Remember the time
มิวสิคของไมเคิล ทำเจ๋งมาก
ภาพสวย ไมเคิลก็เต้นสวย
ทุกคนคงไม่สามารถลืมท่าเอนตัว 45 องศา
หรือว่าท่า moonwalk ของเค้าได้
คิดถึงไมเคิล เลยทำให้คิดถึงพี่เค้กไปด้วยเลยเนี่ย
เราน่าจะได้อิทธิพลชอบ smooth criminal มาจากพี่เค้กด้วยแหละ
พอมาตอนปี 2539
ปีนั้น ไมเคิล แจ็คสัน มาแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองทองธานี
เป็นเวทีกลางแจ้ง มีจอใหญ่ ๆ ฉายภาพไมเคิลอยู่ข้าง ๆ เวที
พ่อรู้ว่าเราชอบ ก็อยากพาเราไปดู
แต่ด้วยความที่ เราก็สงสารพ่ออ่ะนะ
พ่อก็แก่แล้ว ถึงจะซื้อบัตร 500 ไปดู ก็ยังทรมานพ่ออยู่ดี
แต่พ่อก็อุตส่าห์ไปดูเป็นเพื่อนเรา
วงเล็บ ไม่ได้ซื้อบัตรไปดูหรอก ห่ะ ๆ ๆ ๆ
แต่พ่อพาเราไปยืนแอบดูบนตึกที่ทำงานเค้า
มันอยู่ข้าง ๆ เวทีเลย
เห็นไมเคิลไกล ๆ แต่ว่ามองบนจอภาพนั้นก็เห็นชัดอยู่
มีหลาย ๆ คนมายืนดูกับเราด้วย
พ่ออุ้มเรา หรือไม่ก็ให้เรานั่งบนไหล่เค้านี่แหละ ไม่ก็ให้ยืนบนที่สูง
จำได้ว่า ไมเคิลใส่ชุดสีทอง เต้นสะบัดเหมือนเดิม
เราน่าจะโตมากกว่านั้น จะได้จำได้ในการแสดงทุกช็อตของไมเคิลนะ
ถ้าเราโตอย่างตอนนี้ จะซื้อบัตรเข้าไปดูเองในงานเลย
แต่ก็ประทับใจนะ ว่าครั้งนึง เราได้ไปยืนแอบดูไมเคิลแสดงคอนเสิร์ตในประเทศเราเองด้วย
แต่แอบขอโทษไมเคิลด้วย ที่หนูไม่ได้ซื้อบัตรเข้าไปดูเองนะคะ T T
หลังจากนั้น ก็บ้าซื้อประวัติของไมเคิลมาอ่าน
เห็น Neverland และประวัติไมเคิล
จะดีมาก ถ้าคนไม่เข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเค้า
และทุกคนไม่ทำร้ายชีวิตของเค้า
ชีวิตของเค้า เค้าจะอยากทำอะไร ก็น่าจะปล่อยให้เป็นเรื่องของเค้าไป
หลัง ๆ มา แทบไม่อยากจะอ่านข่าวเกี่ยวกับเค้าเลย
เพราะว่า รู้สึกแย่ๆ แบบบอกไม่ถูก
ไม่อยากรู้เรื่องที่ทำให้ไมเคิลทุกข์เลย
ได้ยินมาเรื่อย ๆ เรื่องที่ไมเคิลไม่ค่อยสบาย
ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีตามไปด้วย
หลังจากนั้นก็ เปิดเพลงโปรดของไมเคิลฟังอยู่เรื่อย ๆ
เพลงนั้นคือ Remember the time
เพลงที่ให้ความรู้สึกเพราะอย่างประหลาด
ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ
ฟังแล้วแทบจะหยุดฟังไม่ได้
เพลงอื่นของไมเคิลก็เหมือนกัน
ฟังแล้วหยุดฟังยาก
เลยไม่ค่อยอยากจะไปแตะกับมันซักเท่าไหร่
กลัวจะหลงใหลอยู่ตรงนั้นจนไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้
แต่เทปเพลงไม่เคิลไม่อยู่แล้ว
เพราะว่าแลกเทปกะเพื่อนให้เพื่อนฟังแล้วมันยังไม่คืนมาเลย T T
จนมาล่าสุด
ได้ยินข่าวบอกว่า
ไมเคิลจะมีการแสดงคอนเสิร์ต 50 รอบในลอนดอน
และไมเคิลหัวเสียมาก
กลัวว่าสุขภาพร่างกายเค้าจะไม่ไหว
ก็เห็นด้วยนะ น่าจะฆ่าไอ้คนจัดคอนเสิร์ต
ไปเต้นเองเลยไปแก
ไม่รู้เลยหรอ ว่ากำลังทำร้ายเค้ากันอยู่น่ะ
ตอนนั้น อยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกว่าอยากจะดูคอนเสิร์ตไมเคิล
โชคดีที่ไปเจอวีซีดีคอนเสิร์ต
เลยซื้อมาเปิดให้น้อง ๆ ในร้านดู
โชคร้ายอีกอย่าง
ตรงที่ วันนั้นน่าจะตัดสินใจซื้อซีดีเพลงของไมเคิลมา
เป็นชุดที่มีซีดี 2 แผ่น
เป็นอัลบั้มรวม ๆ หลายอัลบั้มของไมเคิล
ตอนนี้ไปหา มันก็ไม่อยู่แล้ว ฮือ ๆ ๆ ๆ ๆ
แล้วอยู่ดีๆ เรื่องไม่นึกไม่ฝันก็เกิดขึ้น...
เช้าวันที่ 26 มิถุนา
เราลงมากินข้าว เป็นประจำเหมือนทุกวัน
พ่อนั่งดูทีวีอยู่
ได้ยินเสียงข่าวแว่วๆ ว่าไมเคิล แจ็คสัน
แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าเนื้อความว่าไง
นึกว่าจะพูดถึงการแสดงคอนเสิร์ตอีก
พ่อก็หันมาบอกว่า
ไมเคิล เสียแล้ว
ห๊า.........!!!!!!!
ฮือ ๆ ทำไมอ่ะ
ตอนนั้นเหมือนสมองยังรับรู้เรื่องนี้ไม่ได้
ยังรู้สึกว่าไมเคิลยังอยู่กับเราอยู่
แม้แต่ตอนนี้
ก็เหมือนยังปรับใจให้ตัวเองรู้ว่าไมเคิลไม่อยู่แล้ว
ไม่ได้เลย
เพราะว่า ยังไงก็รู้สึกว่า
ไมเคิลจะอยู่ในใจของพวกเราทุกคนไปตลอดกาล
ไม่ว่าตอนนี้ หรือตอนไหน
ก็คงจะไม่รู้สึกว่า ไมเคิล ได้จากไปแล้วจริง ๆ ...
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไมเคิลสร้างมันขึ้นมา
สัญญาว่า ไม่ว่าจะนานขนาดไหน
เพลงของไมเคิล
ก็จะยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเราตลอดไป
และตลอดกาล
คุณเป็นต้นแบบให้เด็ก ๆ และคนหลายคน
คุณแทบจะโตขึ้นมาพร้อมกับชีวิตของเราที่โตขึ้นมาเลย
เด็กทุกคนรุ่นเรา เชื่อว่า
ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ไมเคิล แจ็คสันแน่นอน
คุณทำให้พวกเรา
ได้สัมผัสกับคำว่าตำนาน
และรู้จักว่า
King of Pop
ก็คือคุณ
.
.
.
You are the best Pop singer in my heart.
and you will be forever in my heart.
Love You so much
Michael Jackson
Rest in Peace... ![]() May 20 Pharmaceutical Chemistryเภสัชเคมี
(Pharmaceutical Chemistry)
บทนำสู่สาขาวิชาเภสัชเคมี (Introduction to Pharmaceutical Chemistry) : เภสัชเคมีเป็นจุดกำเนิดของเภสัชศาสตร์ในสาขาต่างๆออกมา กล่าวคือ ถ้าสารบางชนิดไม่มีผลต่อร่างกาย หรือ มนุษย์ไม่ค้นพบ ก็เท่านั้นแหละ ก็ไม่เกิดวิชาเภสัชศาสตร์ขึ้นมาหรอก แต่ทีนี้มนุษย์ได้ค้นพบว่า มีสารหลายชนิดที่มีผลต่อระบบร่างกาย จึงได้มีการศึกษาอย่างจริงๆจังๆและรวบรวมข้อมูลตรงนี้ออกมา โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆมาศึกษา โดยเฉพาะ เคมี ถึงแม้ศาสตร์นี้เกิดขึ้นในยุคหลังๆ ก็แน่ล่ะ เพราะต้องใช้ความรู้ทางเคมีขั้นสูง แต่ตัวมันนั่นแหละที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่งในทางเภสัชศาสตร์ กล่าวคือ โครงสร้างของยามีผลต่อ activity ของมันเอง ซึ่งส่งผลไปถึงทางคลินิก เช่น กลไกการออกฤทธิ์ เภสัชจลนศาสตร์ เภสัชพลศาสตร์ ผลข้างเคียง ความเป็นพิษ แล้วอีกด้าน ถ้ามันไม่มีประโยชน์ทางการรักษาโรค เราก็คงไม่มีการผลิตเป็นยารูปแบบต่างๆ ไม่มีการวิเคราะห์ควบคุมคุณภาพยา ไม่มีการศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ไม่มีเภสัชอุตสาหกรรม ไม่มีเภสัชกรรมโรงพยาบาล ไม่มีการบริบาลเภสัชกรรม ไม่มีอะไรตามมาทั้งนั้น คงจะพอเข้าใจนะครับ นิยามของสาขาวิชาเภสัชเคมี (Definition of Pharmaceutical Chemistry): เภสัชเคมี (Pharmaceutical chemistry) เป็นการศึกษาสูตรโครงสร้างของตัวยา การสังเคราะห์ยา การออกแบบตัวยา (Drug Design) การวิจัยและการพัฒนาตัวยา (Drug Research and Development) โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างยา ซึ่งจะมีผลต่อคุณสมบัติต่างๆของยา ขอบเขตของสาขาวิชาเภสัชเคมี (Scope of Pharmaceutical chemistry) : 1.โครงสร้างทางเคมีของยา 2.คุณสมบัติทางเคมีกายภาพของยา 3.ความสัมพันธ์ระหว่างสูตรโครงสร้างกับการออกฤทธิ์ 4.การค้นหาตัวยา 5.การวิจัยและการพัฒนาตัวยา 6.การสังเคราะห์ยา
โครงสร้างของตัวยา (Structure of Drug)
การที่เราจะเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของยาได้นั้น จะต้องศึกษาถึงระดับโมเลกุลเลยนะครับ ถ้าเรามีความเข้าใจพื้นฐานว่า ยา ก็คือ สารเคมีอย่างหนึ่ง ซึ่งมนุษย์ค้นพบ แล้วนำมาใช้รักษาโรค บำบัด หรือ บรรเทาอาการ เอาล่ะ น้องลองมองสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวสิครับ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ จะเห็นว่า แต่ละสิ่งนั้น มีโครงสร้าง มีส่วนประกอบ และหน้าที่ของมัน ทีนี้ เรามาพิจารณา ยา บ้าง ยาที่เราเห็นนั้น เป็นเพียงแค่รูปแบบยาเตรียมภายนอก แต่สิ่งที่อยู่ข้างใน ซึ่งเป็นหน่วยทำงานนั้น ก็คือ ตัวยาสำคัญ นั่นเอง ตัวยา ก็คือ สารออกฤทธิ์ในเภสัชภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่มีตัวตน มีโครงสร้างของมัน แต่ละส่วนก็มีหน้าที่ของมัน หากเปลี่ยนแปลง ก็จะมีผล เช่น ผลทางเภสัชจลนศาสตร์ ผลทางเภสัชพลศาสตร์ คุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมี โดยมีค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เป็นตัวชี้วัดผลของการปรับปรุงโครงสร้างของตัวยา เมื่อได้ข้อมูล ก็สามารถสรุปเป็นฐานข้อมูล SAR ของตัวยาต่างๆ
ตัวยามีการทำงานอย่างไร มันมีกลไกหลายอย่าง แต่จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางชีวเคมีของร่างกาย เพราะการทำงานของร่างกายในระบบต่างๆก็คือ กระบวนการทางชีวเคมีทั้งนั้น เช่นการหายใจ การมองเห็น การทำงานของระบบประสาท เช่น การยับยั้งเอ็นไซม์ในวิถีต่างๆทางชีวเคมีในร่างกาย การจับกับรีเซ็ปเตอร์ (Receptor) ซึ่งอยู่ตามอวัยวะหรือเนื้อเยื่อในร่างกาย การออกฤทธิ์ในลักษณะนี้ จะต้องอาศัยความรู้ด้าน Stereochemistry มาอธิบาย ทำไมยาตัวนี้จับกับรีเซ็ปเตอร์นี้ดีกว่า ทำไมบางตัวเป็น Agonist หรือ Antagonist ซึ่งมีผลต่อการออกแบบสูตรโครงสร้างของยาให้เหมาะสม ปัจจุบัน มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการออกแบบโครงสร้างของตัวยา (Computer-Aided Drug Design หรือ CADD) สเตอริโอเคมี (Stereochemistry) เป็นการศึกษาการจัดเรียงตัวทางโครงสร้างของสารอินทรีย์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะมีผลต่อคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของสารนั้น แล้วเราก็นำมาใช้ประยุกต์ในการศึกษาการจัดเรียงตัวของยา ซึ่งจะมีผลต่อคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์และพลศาสตร์ของยา ในทางเภสัชกรรม เราได้อาศัยความรู้นี้ ในการศึกษาผลทางชีววิทยา สรีรวิทยา เภสัชวิทยา และพิษวิทยาที่สัมพันธ์กับการจัดเรียงตัวของโมเลกุลยา หรือสารต่างๆ ที่อาจสามารถนำมาพัฒนาเป็นยาได้ นี่แหละคือ สิ่งที่ชอบพูดกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เภสัชก็คือ เคมีกับชีวะ กล่าวคือ ผลของสาร (เคมี) ต่อระบบการทำงานของร่างกาย (ชีวะ) อย่างที่พี่ได้พูดไปในหน้าแรกว่า Morphine ในรูป (-) เป็นโครงสร้างที่มีฤทธิ์ และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็อธิบายด้วยหลักการทางสเตอริโอเค็ม ซึ่งมีผลต่อการจับกับรีเซ็ปเตอร์ของมอร์ฟีนในสมอง การค้นหาตัวยา (Drug Discovery) น้องเคยสงสัยมั๊ย ว่า ยา มาจากไหน ? คงไม่ใช่ผีบอกแน่ ...... ในสมัยโบราณ มนุษย์อาศัยการลองผิดลองถูก (Trial and Error) กับอาหารชนิดต่างๆ แล้วก็บอกเล่ากันต่อๆมา จนกระทั่งมีตัวหนังสือที่จะจดบันทึกองค์ความรู้ต่างๆของโลก รวมทั้งความรู้ทางเภสัชศาสตร์ด้วย ต่อมา เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้น จึงมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งชีววิทยา เคมี และฟิสิกส์ เข้ามาศึกษายา นับว่า เป็นการเปิดศักราชของ “เภสัชศาสตร์ยุคใหม่” (Modern Pharmacy) หลุดจากยุคที่อาศัยเวทย์มนตร์คาถามาเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับยา แต่ใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเรื่องของยาแทน การวิจัยและการพัฒนายา (Drug Research and Development) น้องคิดว่า ยา ในโลกนี้ มีกี่ชนิด ? คำว่า ยา ในที่นี้ หมายความรวมทั้ง ตัวยา และ รูปแบบยาเตรียม แค่ชื่อยาก็มีตั้ง 3 ชื่อแล้ว คือ ชื่อทางเคมี ชื่อสามัญ และชื่อการค้า แล้วทำไมยา ถึงได้มีมากมายขนาดนั้น? นั่นก็เป็นเพราะว่า มีการศึกษาวิจัยและพัฒนายาจาก Prototype แล้วก็แตกลูกแตกหลานออกมาอีกใน Generation ต่างๆ ซึ่งลูกหลานของมันแต่ละตัวก็มีคุณสมบัติข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ตามสูตรโครงสร้างที่ถูกปรับเปลี่ยน โดยการออกแบบของผู้วิจัย การออกแบบยา (Drug Design) เมื่อเราออกแบบยาโดยใช้ CADD แล้ว เราก็ทำการสังเคราะห์สารเหล่านั้นขึ้นมา โดยใช้เทคนิคการสังเคราะห์ทางเคมีอินทรีย์ หรือใช้ “Combinatorial Chemistry” เพื่อให้ได้สารที่มีโครงสร้างหลากหลายแล้วนำไปทดลองในสัตว์ทดลองและมนุษย์ต่อไป ซึ่งก็จะมีขั้นตอนในการวิจัยยาอีกหลายเฟส ขี้เกียจอธิบายมาก เดี๋ยวจะยาวเกิน ลองเข้าไปดูในกูเกิ้ลเองละกัน มันน่าสนใจมากๆ อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่า การศึกษา activity ของยา ต้องศึกษาในระดับโมเลกุล แต่การแสดงในรูป 2 มิติ อาจไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างของยาได้ จึงต้องมีการศึกษาในแบบ 3 มิติ โดยแสดงในคอมพิวเตอร์ เรียกว่า “Molecular Modeling”แล้วนำความรู้ที่ได้มาปรับปรุงโครงสร้างของยา ด้วยวิธีการต่างๆ การปรับโครงสร้างของตัวยา (Structure Modification) เราทำการปรับโครงสร้างของตัวยาเพื่อการออกฤทธิ์ที่ดีขึ้น หรือ เพิ่มความจำเพาะเจาะจงต่อเป้าหมาย หรือ เพิ่มความคงตัว หรือ ลดผลข้างเคียง โดยอาศัยกลยุทธ์ในการปรับโครงสร้างของตัวยา (Structure Modification Strategy) เช่น อนุพันธ์ (Derivative) อุปมาน (Analogue) บรรพเภสัช (Prodrug) นอกจากนี้ ยังมีเทอมอีกหลายเทอมทางเภสัชเคมี เช่น Pharmacophore, Bioisostere,QSAR ,Docking, Receptor mapping เป็นต้น ซึ่งพี่จะไม่อธิบายในบทความนี้ ให้น้องไปเรียนเอาเองนะ แหะ แหะ ตามที่พี่ได้บอกไปแล้ว ว่า ตัวยาสำคัญ หรือ สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม แบ่งเป็น สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ สารเภสัชรังสีและสารชีวภาพ การที่เราจะได้มาซึ่งสารเหล่านี้นั้น วิธีการหนึ่งในนั้น ก็คือ การสังเคราะห์ การสังเคราะห์ยา (Drug Synthesis) ยาส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ ดังนั้น การสังเคราะห์ยา ก็คือ อินทรีย์สังเคราะห์ (Organic Synthesis) นั่นเอง ซึ่งต้องใช้ความรู้ทางเคมีอินทรีย์ในการวางแผนหา route ที่เหมาะสมในการสังเคราะห์ ทั้งสารตั้งต้น สารทำปฏิกิริยา สารเร่งปฏิกิริยาและสภาวะเงื่อนไข เหมือนกับการเดินทาง เราไปได้หลายทาง แต่แน่นอน เราต้องเลือกเส้นทางที่ใกล้ที่สุด ประหยัดที่สุด นั่นคือ ใช้เวลาสังเคราะห์น้อยที่สุด ได้ yield มากที่สุด และต้นทุนต่ำสุด
แต่อย่าลืมนะว่า การสังเคราะห์ทางเคมี เป็นเพียงแหล่งหนึ่งของตัวยาเท่านั้น และตัวยาก็ไม่ได้มีแค่สารอินทรีย์ด้วย แต่ยังมี สารอนินทรีย์ สารเภสัชรังสี และสารชีวภาพ ดังนั้น การศึกษาทางเภสัชเคมี นอกจากจะต้องประมวลความรู้ทางเคมีอินทรีย์แล้ว ก็ยังต้องนำความรู้ทางเคมีอนินทรีย์ เคมีฟิสิกัล และชีวเคมี มาใช้ด้วย ที่มา www.dek-d.com April 28 การฝึกสมองให้เป็นคนเก่งอย่าทำงานซ้ำซ้อนในเวลาเดียวกันเพราะอาจเกิดการผิดพลาดได้ง่าย นอกจากนี้ การแข่งขันยังช่วยกระตุ้นสมองให้โลดแล่นอีกด้วย "การฝึกฝนทำให้คุณเป็นคนเก่ง" นี่คือคำกล่าวของนักประสาทวิทยาชาวสวีเดน โทร์เคล คลิงเบิร์ก ว่าคนเราควรทำอย่างไรให้ได้ข้อมูลและมีความเข้าใจมากที่สุด
สมาธิสั้น ไฮเปอร์เป็นการตั้งข้อสังเกตของผม
จากประสบการณ์บวกความรู้ด้านวิชาการ ผสมผสานกับจินตนาการ เกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น หรือที่รู้จักกันว่า" ไฮเปอร์ " หากเราเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของเขา อาจเป็นกุญแจสำคัญของการจัดการเรียนการสอน ที่เหมาะสมกับศักยภาพของเด็กส่วนใหญ่ ให้เรียนรู้อย่างมีความสุขและความภูมิใจได้ เพราะเด็กสมาธิสั้น คือเด็กที่มีสมาธิอย่างมาก ในสิ่งที่เขาชอบและสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ภาพ หรือวัตถุที่เคลื่อนไหว มีสีสรร เสียงสูงๆต่ำๆ จังหวะทำนองของดนตรี สิ่งเร้าต่างๆในธรรมชาติรอบตัว เขาชอบสำรวจ สังเกต ทดลองทำซ้ำ เก่งด้านดนตรีและ กีฬา เรียนรู้อย่างเชื่อมโยง เข้าใจสิ่งใหม่ๆได้ดี จากการสังเกต สังเคราะห์ และมองเห็นภาพรวม ร่วมกับ การเคลื่อนไหว และการฝึกปฏิบัติ ด้วยพลังของสมองที่ไม่หยุดนิ่ง ชีวิตของพวกเขาตั้งแต่เล็ก จนเติบใหญ่จึงเคลื่อนไหว ทั้งร่างกายและจิตใจ ด้วยศักยภาพแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่นอกกรอบ และชอบสัญจรไปทั่ว คือวิถีการเรียนรู้ ในลักษณะเดียวกับอัจฉริยะบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ได้ด้วยตนเองในสาขาวิชาที่เขาชอบและสนใจ แต่เราอาจไม่พบประวัติการเรียนดีของเขา เช่นเดียวกับที่เราไม่พบประวัติการเรียนดี ในวัยซนของ บุคคลอัจฉริยะจำนวนมากในหลากหลายสาขา ด้วยการศึกษาในรูปแบบเก่า จนถึงปัจจุบัน ที่เน้น การสอนเพื่อสอบให้ได้คะแนนดีทุกวิชา ด้วยการนั่งฟังครูสอนในห้องเรียน เน้นอ่าน เขียน ท่องจำ ทำการบ้านที่มากเกินไป ทำให้เบื่อหน่ายและมองไม่เห็นคุณค่าสาระประโยชน์ในสิ่งที่เรียน เด็กที่ซน และ เหม่อ พูดไม่หยุด เราจะเห็นว่า เขามีความฉลาดในการสังเกต ไหวพริบโต้ตอบ เอาตัวรอดเก่งมาก ครูจึงบอกว่าเขาเป็นเด็กหัวดี แต่ขี้ลืม ขี้เบื่อ ไม่ตั้งใจไม่ใส่ใจ ชอบคุย เล่นดินสอ เหลากบใต้โต๊ะ และชอบเหม่อ ในห้องเรียน จดงานไม่ทัน ซุกการบ้าน ก็เพราะเด็กสมาธิสั้นไม่มีสมาธิพอในสิ่งที่เขาไม่สนใจ และไม่รู้ว่าจะไปเชื่อมโยงกับอะไร (เหมือนกับผู้ใหญ่ในโลกของไอที ที่มากไปด้วยข้อมูล จึงจับแต่ประเด็นที่อยู่ในความสนใจ และมีประสบการณ์ตรงเท่านั้น และไม่ชอบอ่านยาวๆ) เขาเรียนรู้จาการสัมผัส ปฏิบัติ ทดลอง ด้วยประสบการณ์จริงก่อน แล้วจึงคิดต่อยอดด้วยจินตนาการ เพราะทำให้เขารู้สึกไม่จำเจ ไม่เบื่อ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กสมาธิสั้นจึงไม่มีขีดจำกัด การเรียนรู้ของเขาจึงแตกต่าง ( Learning Difference) และเป็นการเรียนแบบ ( Learning by Doing) ในสิ่งที่เขาถนัดและสนใจก่อน หากแต่วงการศึกษา และทางการแพทย์ ให้คำจำกัดความ ถึงความไม่ถนัดในการอ่านเขียนว่าเป็น Learning Disability หรือ L.D. (แอลดี) ซึ่งพบได้ราว หนึ่งในสี่ของเด็กสมาธิสั้น(ทั้งแบบซนและเหม่อ) ทำให้ครูผู้ปกครองเข้าใจผิดว่าเขาคงจะเรียนรู้อะไรไม่ได้ เพราะไม่สนใจไม่ชอบ และมีปัญหาการเรียนด้านภาษา(สะกดคำ,อ่านและเขียน) สมองของเด็กสมาธิสั้น หรือไฮเปอร์ เปรียบเสมือนเรดาร์
คอยดักจับแต่เรื่องที่สำคัญ ที่เขาสนใจ ทำงานได้พร้อมกันหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน (multitasking) หูของเขาเหมือนโซน่า ที่ไวต่อความถี่ของเสียงทุกประเภท ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเสียงดุ ว่า บ่น ด่า นินทาจะหูผึ่ง รวมถึงเสียงสูงๆต่ำๆ ที่ให้อารมณ์ทั้งหลาย จะช่วยให้เขาขยับตัว ละความสนใจ ออกจากภวังค์แห่งสมาธิ ที่หลอมรวมเขาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว กับสิ่งที่เขากำลังสนใจ หรือเหม่อ และกำลังฝันกลางวัน (มีจินตนาการ) ในขณะนั้น ครูและผู้ใหญ่จึงทึ่ง และแปลกใจที่ ดูเหมือนเขาไม่ได้ตั้งใจฟังเวลาครูสอน หรือเวลาผู้ใหญ่คุยกัน แต่ถามอะไรกลับตอบได้หมด แต่เวลาจด กลับไม่ทัน ต้องคอยมองเพื่อน
ตาของเด็กสมาธิสั้น คือตา สับปะรด คือมองเห็นไปหมด เด็กสมาธิสั้นนั้น ในเด็กสมาธิสั้นและเด็กที่มีปัญหาอ่าน เขียน( Dyslexia ) multitasking ?ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ ? คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถ หรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน เช่น ในขณะที่กำลังเช็คอีเมลล์ทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุมก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า ในอดีตเคยชื่นชมคนพวกนี้ว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด แต่ท่านผู้อ่านทราบไหม ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงาน จะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างว่า เป็นโรคนี้หรือไม่ ? อ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ Why Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมี ผู้ใหญ่ เข้ามารับการรักษา ในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง ที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้ เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุ มาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่ง ได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน ( แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น ) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามา เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของ ความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง ( Unfocused) แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้ว เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น ? ง่ายๆ ก็คือทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเรา ลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับวิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ( เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคน มีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า ) ท่านผู้อ่านลองสังเกตเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด... ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม ' ปิดประตู ' เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง *** ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กันบ้างไหม อย่าเพิ่งตกใจ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน ( เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน ) *** |
|
||||
|
|