| wakul's profile*~ art is long, life is ...PhotosBlogLists | Help |
|
November 29 เปิดแล็บ เภสัชศิลปากร โรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัด 2009 เจ้าแรกในเอเชีย
November 24 อาชีพนักวิทยาศาสตร์ สำคัญไฉน ?
November 20 The Twilight Saga : New Moon
New Moon![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 นิวมูน เมื่อ Bella และ Edward ตกลงใจที่จะคบหากันได้ ทุกอย่างรอบตัวก็ดูจะสวยงามมีความหมายขึ้นมา แต่ทว่าถ้าช่วงแรกรักต้องถูกแทนที่ด้วยความร้าวฉานและระยะทางล่ะ? นั่นก็คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยให้คนในครอบครัวของ Edward กระหายเลือดของ Bella ขึ้นมา แม้จะเป็นช่วงอึดใจ แต่ความรู้สึกหวาดกลัวต่อความเป็นผีดูดเลือดของตัวเองและครอบครัวของ Edward ที่อาจจะหลงลืมทำร้าย Bella ก็ถูกจุดขึ้นมา และทำให้ครอบครัว Edward เลือกที่จะย้ายบ้านหายไปโดยมองเห็นว่าเป็นทางเลือกเดียวที่จะปกป้อง Bella ไว้ได้ ยิ่งมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันมากเท่าไหร่ ก็ทำให้ช่วงเวลาที่ปราศจากกันทรมานมากขึ้นเท่านั้น และการลาจากของ Edward ก็ส่งผลร้ายต่อ Bella อย่างเหลือเกิน ชีวิตที่ถูกเติมให้เต็มได้โดยคนคนเดียวในโลกในสายตาของ Bella พังทลายลง และไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับเธออีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Bella ก็ค้นพบทางออกในการเยียวยาตัวเองกับการไปมาหาสู่กับ Jacob หนุ่มน้อยชาวอินเดียนแดงที่หลงรักเธออย่างหมดใจ หาก Jacob ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากแต่เป็น werewolf ที่เป็นศัตรูร้ายกับผีดูดเลือด แล้ว Bella จะตัดสินใจทำอย่างไร?
อยากดูที่สุดเลยเรื่องนี้ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
November 19 ว่างแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเป็นบุคคลว่างงานแล้วว่ะ
ทั้งดีใจ ทั้งเบื่อนิด ๆ หึหึ
แต่ก็รู้สึกดีนะ รู้สึกโล่ง ๆ ดี
แบบว่าไม่มีเรื่องให้ต้องคิด ต้องกลุ้ม ต้องปวดหัว
ตอนนี้ ก็มีแต่ จะทำไรในเวลาว่าง ๆ นี้ดีน้า
เวลาว่างเยอะดีว่ะ ชอบจัง
อยากทำโน่นทำนี่ ไปโน่นไปนี่ เยอะแยะไปหมดเลย
คิดถึงที่ทำงานอยู่นิด ๆ
มันยังไม่ค่อยชิน
แต่ถ้าให้เลือก ระหว่างเวลานี้
กับเวลาที่ผ่านมา
รู้สึกว่าเวลานี้ มีความสุขกว่านะ ^__^
ถ้าไม่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ คงจะรู้สึกเริงร่า ๆ มาก ๆ
เดี๋ยวต้องกดดันตัวเองให้อ่านหนังสือได้แล้ว
เหอ ๆๆๆๆๆๆ
ช่วงนี้
ขอเก็บเกี่ยวความสุข
จากความว่างให้เต็มที่ก่อนน้า
ฮิ้วววววววววววววววววววววว ~
November 18 ออกจากงานแล้วจ้าออกจากงานแล้วแหละ เพิ่งออกวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ เลยอ่ะ
3 วันแรกที่เข้าทำงาน จำได้ว่าเป็นอะไรที่รู้สึกโหดและเหนื่อยที่สุด
เพราะว่าร้านแรกที่ไปทำเป็นร้านเมเจอร์รัชโยธิน
ที่จำนวนลูกค้าเยอะมาก ๆ วันนั้นวันเดียว พันกว่าคนได้มั้ง
เหนื่อยมากเลยไง
แล้วงานก็แบบยังทำไม่ค่อยเป็น
มันก็เลยกดดัน
ไม่นึกว่า 4 วันสุดท้าย
หึหึ
จะหนักกว่าเดิมอีก
งานเข้าสุด ๆ
กดดันกว่าเดิม
รู้ 4 วันก่อน visitor มาร้าน เหอะ ๆ ๆ
ไม่นึกว่าเตรียมร้าน มันจะเหนื่อยได้ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย
ใครไม่ทำ ก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นไง เหอ ๆๆๆๆ
แต่ก็ดี คุยกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็ขำกันสนุกสนาน
รู้สึกว่า ร่วมกันผ่านนรกมาด้วยกันได้แล้ว หึหึ
เครียดมาก ๆ ไม่นึกว่าจะเครียดได้ขนาดนั้น
นอนไม่หลับเลย กว่าหลับได้ก็ตีสี่เกือบตีห้า
นึกว่าจะตื่นไปทำงานต่อไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ
ขนาดฝันยังหลอนเลย
ฝันถึงงาน สะเปะสะปะไปหมด
ขนาดเข้างานเกิน 8 ชม. ตั้งสองสามวัน
ยังทำกันเกือบไม่ทันเลย
มันเหมือนต้องทำงานแข่งกับเวลา
ต้องใช้ความคิดเยอะด้วยว่าจะทำไรต่อดี
อันนี้จะทำไงดี
เฮ้อ คิดไปคิดมาก็มันส์ดีเหมือนกัน
ถ้าไม่เคยทำกันอย่างงี้
ก็คงไม่มีประสบการณ์จะเล่าให้ใครฟัง
คงนึกไม่ออก
ว่าความทรหดมันเป็นยังไง เหอๆๆๆ
จริง ๆ อยู่บู๊ทส์มีความสุขนะ
ถ้าเราไม่มีความคิดว่าอยากเรียนต่ออยู่ในหัว
เราก็คงอยากทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แล้ว
แต่ว่าก็นะ
ไหน ๆ ก็เลือกที่จะออกมาเรียนต่อแล้ว
ยังไงก็ต้องเอาให้ถึงที่สุดล่ะ
ทำความฝันของตัวเอง
ให้เป็นจริงกันเถอะ !!
คิดถึงบู๊ทส์เหมือนกัน
แต่ก็นะ
สู้ ๆ นะพลอย
November 16 บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง
รองศาสตราจารย์เทื้อน ทองแก้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ผู้บริหารระดับสูงถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญต่อองค์กรหรือหน่วยงาน เป็นผู้รับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กร ผู้บริหารที่เฉลียวฉลาด บริหารงานเก่ง มนุษยสัมพันธ์ดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีกลยุทธ์ที่ดีย่อมได้เปรียบกว่าองค์กรที่มีผู้บริหารที่มีความสามารถที่น้อยกว่า การพัฒนาตนเองของนักบริหารระดับสูง จึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะการเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง เพื่อจะได้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ ซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร เพราะความอยู่รอดขององค์กร เป็นหน้าที่เบื้องต้นของนักบริหารระดับสูง
“The Primary task of a leader is to ensure the survival of the organization”
หลักคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง มินทซ์เบอร์ก (Mintzberg, 1973) และยุคล์ (Yukl, 1989) ได้ให้หลักคิดเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารระดับสูงไว้คล้ายคลึงกัน สรุปได้ดังนี้ 1. บทบาทในด้านสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interpersonal Role) หมายถึง บทบาทของผู้บริหารในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (networking) กับบุคคลอื่น ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ คือ 1.1 บทบาทในการเป็นประธานในพิธีต่างๆ (Figurehead Role) เป็นผู้แทนของหน่วยงานในการเข้าร่วมประชุม และบางโอกาสจะได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด 1.2 บทบาทในการเป็นผู้นำองค์กร (Leader Role) ผู้บริหารจะเป็นผู้นำทางความคิด นำทางวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ รวมทั้งการแสดงตนทั้งการพูดและการกระทำให้เห็นบทบาทที่โดดเด่น ซึ่งจะมีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจ (Motivating) ให้บุคคลมีความกระตือรือร้นในการทำงานด้วยความรับผิดชอบ มีความสามารถในการวางแผน สามารถแปลง กลยุทธ์ไปสู่แผนงาน (แผนปฏิบัติงาน) ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้เป็นผู้นำ อาจเริ่มจากการพัฒนาขีดความสามารถในการจัดการของตนเอง (Management Oneself) และการจัดการทำงานให้เป็นที่พึงพอใจของผู้บังคับบัญชา (Managing Your Boss) 1.3 บทบาทในการเป็นสื่อกลาง (Liaison Role) ผู้บริหารจะเป็นนักสื่อสาร ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจกับบุคคลทุกฝ่าย ทั้งบุคคลภายในองค์กรและบุคคลภายนอก การทำหน้าที่เป็นสื่อกลางกับบุคคลในองค์กรเป็นการประสานสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับบุคคลภายใน ให้เข้าใจนโยบาย เป้าหมาย และวิธีการปฏิบัติ ซึ่งอาจดำเนินการด้วยวิธีการให้ได้ใจ ให้บุคคลภายในผูกพันรักองค์กร และให้ความร่วมมือกับผู้บริหาร ความสำเร็จของการบริหารงาน อยู่ที่ความร่วมมือของทุกคนในองค์กร การประชาสัมพันธ์ การสร้างสื่อกลางให้เข้าใจตรงกันเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้ต้องอาศัยผู้บริหารที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี “การขาด มนุษยสัมพันธ์ ไม่อาจทดแทนได้ด้วยความสามารถของผู้บริหารที่เก่งกาจ” สำหรับบุคคลภายนอก คือ การสร้างพันธมิตรหรือการสร้างเครือข่าย (networking) ภายนอก การมีเครือข่ายจะช่วยให้ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย เพราะมีเครือข่ายช่วยเหลือ สนับสนุน ถือว่าเป็นการพึ่งพากัน จะช่วยให้งานขององค์กรสำเร็จ เครือข่ายภายนอกอาจเป็นเครือข่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากคนต้องพึ่งพากันดังคำกล่าว
“ช่างกลึงพึ่งช่างชัก ช่างสลักพึ่งช่างเขียน ช่างรู้พึ่งช่างเรียน ช่างติเตียนไม่ต้องพึ่งใคร”
2. บทบาทในด้านข้อมูล (Information Role) บทบาทในด้านนี้คือ การมีข้อมูลขององค์กรครบถ้วน ทั้งข้อมูลบุคคล การเงิน วัสดุครุภัณฑ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งข้อมูลในอดีตและแผนงานในอนาคต ผู้บริหารจึงต้องมีข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้เป็นระบบ สามารถนำมาตรวจสอบ อ้างอิง และตัดสินใจได้ทันที นักธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูงจะจัดทำห้องปฏิบัติการข้อมูล เป็นห้องประชุมที่มีข้อมูลเก็บไว้ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ก้าวหน้าอาจทำเป็นห้องพิเศษมีข้อมูลแต่ละด้าน เช่น ด้านการเงิน ข้อมูลภายนอก ที่เรียกย่อๆ ว่า MC (Management Cockpit) ในด้านข้อมูลนี้ ผู้บริหารจึงต้องมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลที่เป็นทางการและข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ประกอบด้วย 2.1 บทบาทในการรวบรวมข้อมูล (Monitor Role) ในวิทยาการสมัยใหม่ที่เรียกว่า การรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้บริหาร (Tacit Knowledge) จากการอ่านหนังสือ จากการอ่านรายงาน บทสรุป บันทึกข้อความ รวมทั้งการพูดคุยกับบุคคลภายในและภายนอกองค์กร 2.2 บทบาทการแจกจ่ายข้อมูล (Disseminator Role) เป้าหมายสำคัญในเรื่องนี้ คือ ต้องการให้ทุกคนรู้เป้าหมาย นโยบาย แนวทางและวิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ทุกคนในองค์กรจำเป็นต้องรู้ข้อมูล รู้เป้าหมายซึ่งเป็นความต้องการของผู้บริหาร ผู้บริหารจึงต้อง มีความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลสาระสำคัญและความต้องการ กระจายการรับรู้และเข้าใจไปทั่วทุกคน เป็นความรู้ที่เผยแพร่ออกไปจากผู้บริหารที่เรียกว่า Explicit Knowledge 2.3 บทบาทในการให้ข้อมูลหรือโฆษก (Spokesman Role) เป็นบทบาทของนักสื่อสาร โดยการใช้ศิลปะของการสื่อสาร การชี้แจง ทำความเข้าใจ การตอบคำถามของทุกคนที่ต้องการรู้ หรือข้องใจ ให้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ คลี่คลายความคับข้องใจ
3. บทบาทในการตัดสินใจ (Decision Role) บทบาทในการตัดสินใจ ถือว่าเป็นบทบาทหลักของผู้บริหารระดับสูง ยิ่งสูงมากยิ่งต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ หรือบางทีก็เป็นเรื่องยากๆ ผู้บริหารที่เก่ง คือ ผู้บริหารที่ตัดสินใจเร็วและถูกต้อง เป็นการตัดสินใจทางรุก ความสามารถส่วนนี้อาจขึ้นอยู่กับความรู้ดี ข้อมูลดี และมีประสบการณ์ ดังคำที่ว่า (Rogers and Blenko, 2006; p53)
“ทุกความสำเร็จ หรือข้อผิดพลาด ทุกโอกาส หรือพลาดโอกาสมาจากการตัดสินใจ”
“การตัดสินใจที่ดี และบังเกิดผลรวดเร็ว คือ เครื่องหมายแสดงถึงองค์กรที่มีสมรรถนะสูง”
การตัดสินใจในทางรุก (Proactive Decision) จะมีแนวทาง 3 ประการ คือ 3.1 บทบาทเป็นผู้ริเริ่มกิจการ (Entrepreneur Role) หมายถึง บทบาทในการทำหน้าที่ริเริ่ม หรือออกแบบการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน กิจกรรมใหม่ หรือการปรับปรุงให้ดีขึ้น เปลี่ยนกิจการใหม่ พัฒนาสินค้าตัวใหม่ เพื่อการขยายกิจการหรือการตลาด ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ (vision) และมีความกล้าในการตัดสินใจ มีความคิดใหม่สร้างงานใหม่ ๆ เสมอ 3.2 บทบาทเป็นนักแก้ปัญหา (Disturbance – handler Role) ผู้บริหารจะต้องเผชิญกับปัญหาตลอดเวลา ทุกวันและเกือบตลอดเวลา มีทั้งปัญหาการพัฒนางาน ปัญหาที่ไม่สามารถคาดคิดมาก่อน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคลในหน่วยงาน นักบริหารจึงต้องเป็นนักบริหารปัญหา สู้กับปัญหาและสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และให้เกิดความไว้วางใจ (Trust) ผู้บริหาร 3.3 บทบาทนักจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation Role) ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน ผู้บริหารจึงต้องเป็นนักจัดสรรทรัพยากรบุคคล เงิน วัสดุอุปกรณ์ และรางวัล รวมทั้งผลตอบแทนที่เป็นธรรม และจูงใจในทางสร้างสรรค์ให้เกิดกับบุคคลในองค์กร อย่างเป็นธรรม การตัดสินใจเป็นบทบาทสำคัญของผู้บริหารระดับสูง ต้องตัดสินใจตลอดเวลาในกระบวนการบริหาร ผลการตัดสินใจจะมีผลกระทบต่อองค์กรและบุคคล และบางทีกลับส่งผลกระทบสะท้อนกลับมายังผู้บริหารระดับสูง จึงจำเป็นต้องชัดเจนในข้อมูลก่อนการตัดสินใจ ความรวดเร็วในการตัดสินใจถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับ แมนคินส์และสตีล (Makins and Steele. 2006, P.76-78) กล่าวเป็นเชิงเร่งรัดการตัดสินใจ เพราะจะช้าเกินไปในยุคการแข่งขันว่า แผนกลยุทธ์ไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ตัดสินใจนำไปใช้หยุดโดยกล่าวเชิงประชดว่า ทำแผนเริ่มต้นตัดสินใจ (top making plans, Start making decisions) การตัดสินใจที่รวดเร็ว และถูกต้องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคคลทั้งภายในและภายนอกทำให้องค์กรได้รบความเชื่อถือ ยิ่งในยุคปัจจุบันการตัดสินใจที่รวดเร็วจะเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย
สมรรถนะของผู้บริหารในระดับสูงในอนาคต สำนักงาน ก.พ. ได้ศึกษาหาคุณลักษณะและทักษะเฉพาะของข้าราชการไทย พบว่ามีคุณลักษณะ 11 ประการ คือ 1. ทักษะในการใช้ความคิด หมายถึง การคิดอย่างมีวิสัยทัศน์ คิดกว้าง มองไกล สอดคล้องกับสถานการณ์ และเป็นไปในแนวรุก และมองผลสะท้อนกลับชัดเจน 2. การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ หมายถึงการทำงานที่มุ่งเป้าหมาย และทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย กล่าวคือ มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการทำงาน ด้วยความรับผิดชอบ ที่ให้สำเร็จตามเวลา หรือก่อน เวลาที่กำหนด 3. การบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หมายถึง บริหารทรัพยากรทุกชนิดในองค์กร ตั้งแต่ บุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างประหยัดให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด 4. ทักษะในการสื่อสาร หมายถึง ความสามารถในการสื่อสารทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้หลักการของการจัดการความรู้ (Knowledge management) ในการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กร สร้างความเข้าใจในเป้าหมายขององค์กร รักองค์กร และสนับสนุนองค์กรให้ก้าวหน้า สร้างเป็นความรู้ในองค์กร (Embed Knowledge) 5. ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ หมายถึง ความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เรียกและรับสินบนด้วยกรณีใด ๆ 6. การมุ่งเน้นให้บริการต่อประชาชน หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ และให้บริการประชาชน ด้วยความรวดเร็ว ฉับไว ด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน 7. จริยธรรมและคุณธรรม หมายถึง การมีจริยธรรมและคุณธรรมสำหรับผู้บริหาร มีความโปรงใส ชัดเจน ตรวจสอบได้ พูดจาสุภาพแต่งกายเหมาะสม และไม่ประพฤติเสื่อมเสีย 8. ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน หมายถึง มีความรู้ความสามารถงานหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วน เรียกว่ารู้จริง เข้าใจงานทั้งในส่วนกว้างและส่วนลึก เข้าถึงและพัฒนา 9. ความสามารถในการแก้ปัญหา หมายถึง การไม่ถอยหนีปัญหา สามารถแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าได้ดี ไม่มองปัญหาเป็นอุปสรรคในการทำงาน กลับมองปัญหาเป็นโอกาส 10. การทำงานเป็นทีม หมายถึง การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน มีทีมทำงาน เป็นทีมวางแผน ทีมประชาสัมพันธ์ ทีมริเริ่มทำงาน เป็นต้น 11. มีทักษะขั้นพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ หมายถึง มีความรู้ทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานได้ และสามารถบริหารงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากสมรรถนะของผู้บริหารระดับสูงดังกล่าวแล้ว สำนักงานข้าราชการพลเรือนได้จัดทำสมรรถนะในการเลือกสรรนักบริหารระดับสูง (Senior Executive Service = SES) โดย 1. การบริหารคน ประกอบด้วย 1.1 การปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability and Flexibility) หมายถึง ความสามารถในการปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานให้กับวัฒนธรรมขององค์กร หรือสถานการณ์ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น ในมุมมองที่แตกต่างกันได้ 1.2 ทักษะในการสื่อสาร (Communication) หมายถึงความสามารถในการสร้างความเข้าใจ มีทักษะในการถ่ายทอดแนวคิด แนวโน้มผู้ฟัง และผู้อื่น ให้เป็นไปตามเป้าหมาย และได้รับการสนับสนุน 1.3 การประสานสัมพันธ์ (Collaborativeness) หมายถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ก่อให้เกิดบรรยากาศเป็นกัลยาณมิตร เข้าใจซึ่งกันและกัน มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน สามารถประสานงานกันได้ทั้งบุคคลภายในและภายนอก 2. ความรอบรู้ในการบริหาร ประกอบด้วย 2.1 การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Managing change) การเปลี่ยนแปลงทำให้องค์กรก้าวหน้า ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการและวิธีการบริหาร 2.2 การมีจิตมุ่งบริการ (Customer service orientation) หมายถึงการมีน้ำใจในบริการ และมุ่งให้บริการ ด้วยความเต็มใจ ให้ความช่วยเหลือ พยายามสนองความต้องการ และมองผู้รับบริการให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างต่อเนื่อง 2.3 การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic planning) หมายถึง ความสามารถในการวางแผน โดยรู้จักวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม เพื่อกำหนดกลยุทธ์ มาจัดทำเป็นแผนที่กลยุทธ์ และนำไปสู่แผนปฏิบัติการ โครงการและงบประมาณที่สอดคล้องกัน (Alignment) 3. การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ประกอบด้วย 3.1 การทำงานให้เกิดผลบรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving result) เป็นการปฏิบัติ- งานตามแผนงานและให้เป็นไปตามเป้าหมาย มุ่งประสิทธิผล และประสิทธิภาพของงาน อย่างมีคุณภาพ 3.2 การบริหารทรัพยากร (Managing resources) เป็นความสามารถในการใช้ทรัพยากรขององค์กรให้เกิดผลคุ้มค่าด้วยความประหยัด ทั้งทรัพยากรในองค์กรและภายนอกองค์กรและคำนึงการหมดไปของทรัพยากรบางชนิด เช่น แร่ธาตุ หรือทรัพยากรที่ไม่สามารถหาทดแทนได้ 3.3 ความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) เป็น บทบาทหน้าที่สำคัญ ที่ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความสำนึกในบทบาทหน้าที่ ทำงานด้วยความโปร่งใส ชัดเจน และตรวจสอบได้ตลอดเวลา จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง คือ ความรับผิดชอบให้การทำงานให้สำเร็จ หรือบรรลุเป้าหมาย ซึ่งหน้าที่เป็นเบื้องต้นก็คือ การทำให้องค์กรอยู่รอดได้ ในภาวการณ์แข่งขัน ซึ่งผู้บริหารระดับสูง จึงต้องมีบทบาทและหน้าที่ตามกำหนด ในระเบียบกฎหมายที่แต่งตั้ง ซึ่งหน้าที่หลักคือการบริหารให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารตัวผู้บริหารเอง ในด้านศักยภาพในการบริหารให้รู้จริงและบริหารได้จริง การบริหารคนที่เกี่ยวข้องให้เกิดการประสานงานอย่างมีพลัง และการบริหารงานในให้บังเกิดผลสูงสุด เหนือเป้าหมายที่กำหนด บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารจึงมีความสำคัญต่อองค์กร องค์กรจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้บริหารซึ่งมีความสำคัญมาก ร่วมกับบุคคลในทีมเสริมความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน “ร่วมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย” ผู้บริหารระดับสูงคนเดียวจะทำอะไรไม่ได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ใต้บังคับบัญชา จึงต้องยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชา บริหารตนเองบ้าง (Managing The boss) แบบร่วมมือกัน อย่างมีเป้าหมาย องค์กรจะอยู่รอดแน่นอน ไม่มีผู้บริหารระดับสูงคนใดสมบูรณ์แบบที่สุด จงสร้างความเฉียบคมในจุดแข็งของท่าน และให้คนอื่นช่วยแก้ไขจุดด้อย “No leader is perfect the best ones don’t try to be – they concentrate on honing their strength and find other who can make up for their limitations” (Ancona, Malove, Orlikowski, Sege)
เอกสารอ้างอิง
ข้อควรคิดของผู้บริหารที่จะลาออกจากงานประจำมีคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่ทำงานมาจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในระดับหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารองค์กรต่างๆที่มีรายได้และสวัสดิการดี มีลูกน้อง มีห้องทำงาน มีรถประจำตำแหน่ง ฯลฯ แต่เมื่อทำงานไปถึงจุดๆหนึ่งคนเหล่านี้มักจะมีความต้องการในชีวิตที่เหมือนๆกันคือ ต้องการอิสระในชีวิต ต้องการพักผ่อน ต้องการทำในสิ่งที่ชอบ ต้องการมีเวลาอยู่กับครอบครัว ฯลฯ ความคิดที่มักจะเกิดขึ้นคือ
-รู้สึกเพียงพอกับความก้าวหน้าในอาชีพแล้ว แต่หยุดไม่ได้? -ควรจะลาออกก่อนเกษียณอายุดีหรือไม่? -ควรจะเปลี่ยนงานไปทำงานที่มีรายได้น้อยลง แต่มีอิสระมากขึ้นดีหรือไม่? -ควรจะนำเงินออมมาลงทุนทำอะไรเล่นๆให้พอมีรายได้บ้างจะดีหรือไม่?
คนส่วนใหญ่มักจะคิดเรื่องนี้กันเร็ว แต่....มักจะได้คำตอบก่อนที่จะตัดสินใจจริงๆจังๆช้า เพราะจิตใจโลเล ลังเล ไม่เด็ดขาด เกิดอาการกล้าๆกลัวๆ คิดไม่ออกบอกใครไม่ได้เพราะไม่รู้จะบอกใคร และยังไม่ถึงเวลาที่จะบอก จึงเก็บไว้คิดคนเดียว “คิดแล้วเก็บ”เมื่อชีวิตของงานประจำราบรื่นดี และมักจะ “เก็บมาคิด”เมื่อรู้สึกเบื่องานประจำหรือเมื่อมีปัญหากับคนหรือกับงานที่ทำอยู่ สุดท้ายผู้บริหารที่เคยมั่นใจเพราะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานมาโดยตลอด อาจจะกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง เพราะหาคำตอบในชีวิตตัวเองไม่ได้ ผู้บริหารส่วนใหญ่เปรียบเสมือนคนที่ปีนขึ้นไปที่อยู่บนที่สูงหรือต้นไม้สูง ยิ่งปีนขึ้นไปสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่กล้ากระโดดลงมามากขึ้นเท่านั้น เพราะรู้สึกว่าความเสี่ยงเยอะกว่าคนที่ปีนขึ้นมาไม่สูง กระโดดลงไปก็ยังไม่เจ็บมาก และที่สำคัญกว่านั้นไม่ได้กระโดดลงไปเพียงคนเดียว แต่ต้องกระโดดลงไปพร้อมกับสัมภาระที่แบกติดตัวด้วย(ลูก ภรรยา สามี หนี้ หน้าตา ศักดิ์ศรี ฯลฯ) ยิ่งจะทำให้คิดแล้วคิดอีกว่าจะกระโดดลงไปดีหรือไม่ คิดไปคิดมาก็ได้แค่คิด คิดๆหยุดๆ สุดท้ายผู้บริหารบางคนก็ได้ลงจากที่สูงก็ตอนที่มีคนเอารถมารับลงไป(เกษียณอายุ) หรือมีคนเอาไม้มากระทุ้งให้กระโดดลงมา (องค์กรเชิญให้ออก ขอให้ออก หรือบีบให้ออก) ผู้บริหารที่คิดจะออกจากงานเพื่อหาอิสระให้กับชีวิต ส่วนใหญ่มักจะมีความกังวลใจในหลายๆเรื่อง เช่น
-เคยทำงานประจำมาตลอดชีวิต แล้วจะออกไปทำอะไรที่มีรายได้ดีแต่มีอิสระมากขึ้น -ถ้าเราไปคุยกับผู้บริหารระดับสูง(เจ้านาย) แล้วเขาจะยอมให้เราออกหรือไม่ ถ้าเขาไม่ให้ออกจะทำอย่างไร? -กลัวว่าถ้าออกจากงานประจำไปแล้ว จะทำให้เราขาดความมั่นใจในตัวเองหรือไม่ ถ้าไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถไปทำอะไร เพราะเคยประสบความสำเร็จมาก่อน ตัวเราเองจะรับได้หรือไม่ -อยากจะทำงานที่มีอิสระกว่านี้ แต่ไม่แน่ใจว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่ตอบโจทย์ชีวิตได้ทั้งรายได้แบบพอเลี้ยงชีพและมีอิสระตรงกับที่เราชอบ? -คนในครอบครัวรู้สึกอย่างไรถ้าเราออกมาจากงานประจำ เขาจะเห็นด้วยหรือคัดค้าน? -เราจะตอบคนรอบข้างได้อย่างไรว่าเราจะออกจากงานประจำไปทำอะไร? -ฯลฯ การที่ผู้บริหารขององค์กรต่างๆ มีปัญหาเรื่องการตัดสินใจว่าจะออกจากงานประจำหรือไม่นานเกินไป ทำให้เกิดผลเสียทั้งต่อตัวผู้บริหารเองและองค์กร เช่น ทำงานไม่เต็มที่ การที่คนเราอยู่ในสภาวะของความลังเลใจไม่ตัดสินใจให้แน่ๆไปสักทางหนึ่ง แน่นอนว่าการทุ่มทำทำงานประจำในหน้าที่ก็น่าจะลดลง เพราะสมองต้องเสียเวลาไปคิดถึงเรื่องการออกหรือไม่ออกจากงานประจำ วันไหนคิดจะออกวันนั้นคงทำงานไม่เต็มที่ ทั้งๆที่องค์กรยังจ่ายเงินเดือนและผลตอบแทนเต็มที่เหมือนเดิม พูดง่ายๆคือการถ่วงเวลาของการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป ทำให้องค์กรขาดทุนนั่นเอง กันที่คนอื่น การที่ผู้บริหารคิดจะออกจากงานประจำแต่ใช้เวลาคิดนาน อาจจะทำให้องค์กรเสียโอกาสในในหลายเรื่องเช่น ไม่สามารถประกาศหาคนที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งแทนได้ ไม่สามารถบอกลูกน้องของหน่วยงานนั้นๆได้ว่ามีเก้าอี้ว่างพร้อมที่จะให้ลูกน้องขึ้นมาแทน ทำให้ลูกน้องที่มีศักยภาพต้องออกไปหาเก้าอี้ที่องค์กรอื่นแทนเพราะรอไม่ไหว (ไม่สามารถเดาใจได้ว่าหัวหน้าจะลุกออกจากเก้าอี้เมื่อไหร่ ได้ยินพูดเป็นปีๆแล้วว่าจะออกๆ แต่ไม่เห็นออกเสียที) เสียโอกาสในชีวิต เวลาที่หมดไปกับการตัดสินใจคือเวลาแห่งการสูญเสียโอกาสในชีวิต หลายคิดคิดจะออกจากงานประจำเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ลองคิดดูว่าถ้าออกมาเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ชีวิตคงได้โอกาสดีๆเข้ามาเยอะแล้ว เช่น ได้ทำในสิ่งที่รักสิ่งที่ชอบ ได้สุขภาพกลับคืนมา ได้เวลาที่อยู่กับครอบครัวกลับคืนมา ได้โอกาสในการเรียนรู้ชีวิตในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะมัวแต่ทำงานๆๆๆ ให้กับองค์กรมาตลอดชีวิตของการทำงาน หลายคนตัดสินใจได้ก็ต่อเมื่อโอกาสเหลือน้อยหรือล่องลอยไปหมดแล้ว เช่น ตัดสินใจออกเมื่อสุขภาพแย่แล้ว ไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้ ออกมาเมื่อหมดไฟแล้ว จะออกไปทำอะไรให้ชีวิตมีคุณค่าเพิ่มขึ้นก็ยากแล้ว จากปัญหาทางจิตใจของการตัดสินใจลาออกหรือไม่ลาออกจากงานประจำของผู้บริหารในองค์กรต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ภาพชีวิตของตัวเองอีก 5 ปีข้างหน้าคืออะไร? สิ่งแรกที่ต้องตอบให้ได้คือเรามองเห็นชีวิตในอนาคตอีก 3 – 5 ปีแล้วหรือยังว่าเราจะเป็นอย่างไร เช่น เป็นชีวิตที่ไม่ต้องตื่นเช้าไปทำงานทุกวัน อยากทำงานที่กำหนดเองได้ว่าจะทำวันไหน ช่วงไหนไม่อยากทำก็หยุดได้ อยากช่วยเหลือสังคมตามกำลังความสามารถ อยากมีเวลาอยู่กับครอบครัว อยากมีเวลาออกำลังกายทุกวัน อยากใช้ชีวิตออกไปเที่ยวต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ ฯลฯ การที่ตอบคำถามข้อนี้ได้ชัดเจน จะช่วยให้การตอบคำถามข้อต่อๆไปง่ายขึ้น ต้องการรายได้เพื่อดำรงชีวิตเดือนละเท่าไหร่? เมื่อตอบได้แล้วว่าภาพฝันของชีวิตคืออะไร ก็ถามต่อว่าการใช้ชีวิตตามความฝันนั้น วันๆเดือนๆหนึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่จึงจะอยู่ได้สบายๆโดยไม่ต้องหวังเก็บออม หรือหามาเกินความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตแบบที่ต้องการ คนบางคนที่เคยมีเงินเดือนรายได้เป็นสองสามแสน แต่พอตอบโจทย์ข้อแรกได้ ปรากฏว่าเดือนๆหนึ่งต้องการเงินเพียงไม่เกินหมื่นบาทก็ได้ ถ้านำเงินออมเพื่อการเลี้ยงชีพหลังออกจากงานมาใช้จะอยู่ได้กี่เดือนกี่ปี? ลองถามตัวเองต่อไปว่าเงินออมที่เก็บไว้เพื่อใช้ยามเกษียณหรือออกจากงานประจำมีเท่าไหร่ สมมติว่าไม่มีรายได้อื่นเพิ่มเติมหลังจากออกจากงานประจำแล้ว และแต่ละเดือนต้องใช้เงินตามคำตอบในข้อที่สอง จะสามารถใช้เงินก้อนนี้ไปได้กี่เดือนกี่ปี ถ้าตอบว่าใช้ไปจนตลอดชีวิตก็เพียงพอ แสดงว่าหลังจากออกจากงานประจำแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีรายได้ก็ไม่เดือนร้อนและสามารถนำเงินก้อนที่เก็บออมไว้มาใช้ตามชีวิตที่ต้องการได้ แต่ถ้าเงินออมที่มีอยู่ไม่สามารถใช้ได้ไปตลอดชีวิต โจทย์ข้อต่อมาคือ แล้วเราจะหารายได้จากไหน เดือนละเท่าไหร่? สิ่งที่ชอบและสิ่งที่อยากทำคืออะไร? ก่อนที่จะไปตอบคำถามที่ทิ้งท้ายไว้ว่าจะหารายได้จากไหน เดือนละเท่าไหร่ ควรจะตอบคำถามข้อนี้ก่อนคือ เราชอบและอยากทำอะไร เพราะเราต้องตอบโจทย์ชีวิตที่อยากเป็น ชีวิตที่ฝันไว้ก่อน และโดยปกติแล้วสิ่งที่เราอยากทำหรือสิ่งที่เราชอบมักจะปรากฏอยู่ในภาพชีวิตในอนาคตอยู่แล้ว เช่น บางคนชอบสอนหนังสือ บางคนชอบให้คำปรึกษาผู้อ่าน บางคนชอบเขียน ฯลฯ เพราะการเริ่มต้นจากสิ่งที่เราชอบและอยากจะทำบางเรื่องอาจจะนำไปสู่รายได้ก็เป็นไปได้ คิดว่าสามารถหารายได้จากสิ่งที่อยากทำหรือสิ่งที่ชอบได้หรือไม่มากน้อยเพียงใด? ลองประเมินดูว่าถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบหรืออยากจะทำ คิดว่าน่าจะพอหารายได้บ้างหรือไม่ ถ้าหาได้ คิดว่าน่าจะได้เดือนละประมาณเท่าไหร่ เช่น ถ้าออกไปรับจ๊อบเป็นที่ปรึกษาบริษัทเล็กๆเดือนละหมื่นสองหมื่นน่าจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือถ้าชอบสอนหนังสือก็ลองคิดดูว่าถ้าจะออกไปเป็นวิทยากรบรรยายหรือเป็นอาจารย์สอนพิเศษในสถาบันการศึกษา น่าจะเป็นไปได้หรือไม่ และน่าจะมีรายได้เดือนละเท่าไหร่ ฯลฯ คนรอบข้างเราคิดอย่างไรกับเป้าหมายชีวิตของเรา? เมื่อคิดในทุกแง่ทุกมุมแล้ว สิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจคือ ควรจะนำเรื่องที่เราคิดทั้งหมดไปให้สภา(ครอบครัว) ผ่านความเห็นชอบเสียก่อน เพราะสมาชิกครอบครัวคือผู้ที่มีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนหรือท้วงติงในประเด็นที่เราอาจจะคิดไม่ถึง สมาชิกบางคนในครอบครัวต้องการเวลาจากเรามากกว่าเงินทอง สมาชิกบางคนในครอบครัวต้องการให้เรามีความสุขทำในสิ่งที่รักทำในสิ่งที่ชอบมากกว่าเวลาที่ได้อยู่กับเรา สรุป ผู้บริหารคนไหนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ลูกๆเรียนจบหมดแล้ว เงินทองที่เก็บไว้เพียงพอแล้ว มีทรัพย์สินเพียงพอแล้ว อยากจะหาอิสระให้กับตัวเอง อยากจะทำในสิ่งที่รัก ไม่อยากฝืนรักในสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ก็ลองคิดพิจารณาดูให้ถ้วนถี่ก่อนที่จะตัดสินใจอยู่ต่อจนเกษียณอายุหรือจะออกมาจากงานประจำในเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องนั่งดองนั่งแช่ความคิดความรู้สึกให้เสียเวลาเปล่า การก้าวออกมาตามหาฝันสุดท้ายในบั้นปลายของชีวิตใครออกมาก่อนก็ได้หาสุขใส่ตัวก่อน ใครออกมาหลังก็เหลือเวลาให้หากำไรให้ชีวิตน้อยกว่าคนอื่น และในขณะเดียวกันคนที่พร้อมทุ่มเททำงานในตำแหน่งที่เราเคยนั่งอยู่ก็จะได้ไม่เสียเวลาตามหาฝันของตัวเอง ยิ่งเราลุกเช้า คนรุ่นต่อๆไปก็ต้องเสียเวลาในชีวิตไปกับเราด้วยเช่นกัน ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ต้องการยุยงให้ผู้บริหารในองค์กรต่างๆ ลาออกกันมาทั้งหมด แต่กำลังจะบอกเฉพาะคนที่คิดจะลาออก แต่ยังตัดสินใจไม่เด็ดขาดเท่านั้น ว่าถ้าคิดจะออกก็ต้องตัดสินใจให้รอบคอบและใช้เวลาไม่นาน เพราะการคิดและยังไม่ล้มเลิกความคิดจะออกจากงานนั้น ยิ่งนานวันยิ่งจะทำให้เสียหายทั้งต่อตัวเองและองค์กร ผู้นำ v.s ผู้บริหารที่ดีเว็บนี้ดีมาก ๆ
ภาวะการเป็นผู้นำกับการเป็นผู้บริหารที่ดี
ยิ่งสูงยิ่งหนาวกับผู้บริหารหลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกับวลี ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยังเป็นอมตะและประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดีกับ
การจัดการธุรกิจด้วย โดยจะเปรียบเสมือนการที่ผู้บริหาร ยิ่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งจะรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย จนบางครั้งถึงกับรู้สึกคล้ายกับว่า โดนปล่อยเกาะไม่มีใครสนใจ
แต่บางท่านยังอาจจะรู้สึกว่า ผู้บริหารไม่น่าจะเหงาหงอยอย่างที่กล่าว เนื่องจากมักจะแวดล้อมไปด้วย ลูกน้องใต้บังคับบัญชามากมาย ที่คอยจะเอาใจใส่ดูแลสารพัด แต่ความโดดเดี่ยวที่กล่าวถึงนี้ เป็นความโดดเดี่ยวทางการบริหารจัดการ แม้ว่าจะแวดล้อมด้วยคนมากมายนี้ มิใช่ว่าจะช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้บริหารได้ กลับกลายเป็นว่าคนเหล่านี้มักมิได้ให้ข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับปัญหา และจุดบกพร่องในการดำเนินงานในกิจการ ได้อย่างที่ควรจะเป็น หนำซ้ำมักจะคอยปกปิดข้อมูล ปัญหาของการทำงานของตนเองด้วย เพราะไม่อยากให้เข้าถึงหูของผู้บริหารนั่นเอง
ในแง่นี้อาจจะขัดกับเรื่องซุบซิบนินทา เรื่องพวกนี้ยิ่งเลวร้ายไปทางลบเท่าไร ก็จะยิ่งกระจายข่าวกันเร็วเท่านั้น ทุกคนก็มักจะอยากพูดเรื่องชาวบ้าน แต่หากเป็นผลการทำงานที่ไม่ดีในหน่วยงานของตน หัวหน้าหรือบุคลากรในหน่วยงาน ก็ยิ่งจะพยายามปกปิดให้มากที่สุด จนหลายครั้งเรื่องแดงออกมาก็เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีแล้ว หรือจนกระทั่งเปลี่ยนหัวหน้าผู้ดูแลหน่วยงานนั้นๆ ใหม่ นั่นแหละผู้บริหารระดับสูงถึงจะทราบ ก็มักจะล่วงเลยไปจนเกิดผลเสียหายไปแล้ว
สภาวะนี้จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า expectation gap หรือช่องว่างทางความคาดหวัง โดยผู้บริหารก็คาดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่แวดล้อม จะคอยให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งแง่ดีแง่ร้ายของการทำงานในกิจการ ส่วนลูกน้องนั้นกลับพยายามจะให้ข่าวสารเฉพาะแง่ดีของตนเอง แต่จะเหยียบเรื่องทางลบไว้ให้มากที่สุด จนเกิดเป็นช่องทางดังกล่าวนี้เอง และที่แย่ก็คือจะนำผู้บริหารไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดไปในอนาคตได้
ผู้บริหารจึงต้องพยายามจะปิด "ช่องว่าง" นี้ลงให้ได้ เพื่อที่จะไม่รู้สึกเหมือนถูกโดดเดี่ยว ทิ้งขว้างไว้บนหอคอยงาช้าง ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลอะไรที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงทีเลย ซึ่งมีเทคนิคที่น่าสนใจหลายประการ ดังต่อไปนี้ครับ
แรกเริ่มเลยก็คือ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับตนเองเสียก่อน โดยคัดเลือกบุคคลที่อยู่รายรอบ ให้มีคุณลักษณะกล้าคิด กล้าทำ กล้าเผชิญหน้ากับความจริง โดยเฉพาะพวกที่รายล้อมนั้นไม่ควรจะเป็นพวกที่ passive เสียหมด นั่นคือ พวกที่ดีครับพี่ ได้ครับท่าน เห็นด้วยครับผม อย่างเดียว นับว่าไม่ควรจะนำมาเป็นแขนขาในการทำงานร่วมกัน ไม่เพียงแค่จะไม่ได้อะไรใหม่จากลูกน้องเหล่านี้ แต่ยังทำให้ผู้บริหารได้ข้อมูลผิดๆ อยู่ตลอดเวลา จะนำสู่การตัดสินใจที่พลาดไปได้ในอนาคต นับว่าอันตรายต่อกิจการในระยะยาวเป็นอย่างยิ่ง เสมือนตาบอดคลำช้าง ไม่มีผิดทีเดียว ดังนั้นหากลูกน้องที่แวดล้อมไม่มีคุณภาพ ท่านก็มีแนวโน้มจะถูกโดดเดี่ยวได้อย่างง่ายดาย
ประการที่สอง คือ ต้องพยายามฝ่าวงล้อมอรหันต์ออกไปให้ได้ เมื่อไม่อยากถูกจองจำอยู่บนหอคอยงาช้าง ก็อย่าอยู่แต่ในหออย่างเดียว ต้องออกไปเปิดโลกทัศน์รับสิ่งใหม่ๆ ภายนอกออฟฟิศส่วนตัวของตนเองบ้าง
แม้หลายครั้ง กิจการไฮเทคจะมีเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆ มาช่วยให้ผู้บริหาร ทราบผลการดำเนินงานของทุกๆ หน่วยงานต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากข้อมูลที่เป็นตัวเลขและตัวหนังสือแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ บรรยากาศการทำงานในกิจการ การที่ผู้บริหารจะออกไปปฏิสัมพันธ์ พบปะ พูดคุย และรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากลูกน้องแบบไม่เป็นทางการด้วย นับว่าเป็นเทคนิคที่ทรงประสิทธิผลอย่างมาก
โดยอาจจะคล้ายคลึงกับแนวคิดของการจัดการแบบเดินไปรอบๆ (managing by walking around) นั่นคือ ไม่อยู่แค่ในออฟฟิศส่วนตัวของตนเท่านั้น แต่ต้องฝ่าวงล้อมออกมาพบปะกับลูกน้องคนอื่นๆ ในองค์กรด้วย เพราะไม่ว่าการปฏิสัมพันธ์กันนั้นจะเป็นแบบทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม ก็สามารถที่จะช่วยสร้างความไว้วางใจและเชื่อใจระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง และเมื่อเกิดความรู้สึกทางบวกระหว่างกันขึ้น ลูกน้องก็จะส่งผ่านข้อมูลที่ถูกต้องทันเวลาให้กับผู้บริหาร
รับรู้และตัดสินใจได้ทันท่วงที ไม่ต้องเก็บไว้รายงานเฉพาะตามสายการบังคับบัญชาเท่านั้น
นอกจากนี้ยังทำให้ผู้บริหารได้สัมผัสกับสภาพการทำงานและปัญหาที่เกิดขึ้นหน้างานจริงๆ ของลูกน้อง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจลูกน้องอย่างแจ่มแจ้งมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจต่างๆ ไม่ละทิ้งความต้องการของลูกน้องไว้เบื้องหลัง สร้างขวัญและกำลังใจได้มากทีเดียว
ประการสุดท้าย คือ ต้องปรับลักษณะพฤติกรรมความเป็นผู้นำของตนเอง ให้เปิดรับต่อสิ่งรอบตัวมากขึ้น และมีบุคลิกภาพที่เป็นมิตรต่อทุกผู้คนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับลูกน้องใต้บังคับบัญชาทั้งหลาย ซึ่งหากท่านดูน่ากลัว ไม่น่าเข้าใกล้ ก็เท่ากับเป็นการผลักดันคนรอบข้างให้ออกห่างตัวท่านมากขึ้น และยิ่งทำให้ข้อมูลทั้งหลายยากที่จะมาถึงตัวของท่านด้วย
พฤติกรรมของผู้บริหารในการทำงานอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไป ให้ลูกน้องเห็นว่าผู้บริหารรู้สึกดีกับการได้รับข้อมูลทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมาและทันท่วงที แม้ว่าหลายครั้งจะเป็นข้อมูลในเชิงลบมากๆ ก็ตาม และก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ให้ความสำคัญอย่างมากต่อการแสดงความคิดเห็นของบุคลากรทุกคน โดยอาจจะมีการตั้งคำถามกับลูกน้อง ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เพื่อให้ได้รับข้อมูลและความคิดเห็นเพิ่มมากขึ้น
อาทิ แทนที่จะถามเพียงว่า ใช่หรือไม่ แต่อาจจะปรับไปถามว่า ทำไม เหตุใด หรือหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจะรับมืออย่างไร เป็นต้น ซึ่งก็จะทำให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลต่างๆ มากขึ้นมากทีเดียว ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้บุคลากรเกิดความกล้าคิด กล้าทำ และกล้าที่จะแสดงออกต่อผู้บริหารมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะสร้างประโยชน์ต่อผู้บริหารและกิจการในระยะยาวทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมด มิใช่ว่า
ผู้บริหารทุกท่านจะประสบปัญหาความโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่มักจะเป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็น และส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบ จนกว่าปัญหาจะสะสมจนสะท้อนภาพที่ค่อนข้างรุนแรงออกมา จึงค่อยตระหนักว่า ผู้บริหารถูกทิ้งให้อยู่อย่างหงอยเหงา โดยขาดข้อมูลความรู้อย่างแท้จริง ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขยากขึ้นมากเช่นกัน
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ ผู้บริหารกับประสิทธิภาพ การทำงานในองค์กรประสิทธิภาพของงานในองค์กรเกิดขึ้นเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้บริหาร เช่น ความรู้ ความสามารถของผู้บริหาร วุฒิภาวะทางอารมณ์ ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำ ปัจจัยเกี่ยวกับพนักงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น พนักงานมีความรู้ความสามารถตรงกับสายงาน พนักงานทำงานอย่างเต็มความสามารถด้วยความกระตือรือร้น มีความพร้อมในการเรียนรู้และพัฒนา และมีความภักดีในองค์กร ฉะนั้นหน้าที่ของผู้บริหารก็คือ การกระตุ้นให้พนักงานใช้ความรู้ความสามารถ และศักยภาพในการทำงานอย่างเต็มที่นั่นเอง แต่หลายครั้งที่การทำงานของพนักงานในองค์กรหย่อนประสิทธิ ภาพกว่าที่ควรจะเป็นเนื่องมาจากผู้บริหารที่บริหารงานผิดพลาดนั่นเอง หลายครั้งผู้บริหารเป็นสาเหตุให้การทำงานในองค์กรล่าช้า เนื่องจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน การสั่งงานที่สับสน หรือคำสั่งที่ไม่กระจ่างชัด เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและคำสั่ง อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการประชุมที่บ่อยเกินความจำเป็น หรือวาระการประชุมไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ทำให้เสียเวลาทั้งการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนและเสียเวลาในการประชุมโดยใช่เหตุ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรมีการสั่งงานที่ชัดเจนทุกครั้ง มีรูปแบบและมาตรฐานในการทำงานที่แน่นอน รวมทั้งตัดการประชุมที่ไม่จำเป็นหรือไม่สำคัญออกไปบ้าง หรือเรียกประชุมเฉพาะฝ่ายที่เกี่ยวข้องหรือหัวหน้างานเพื่อไม่ให้เสียเวลางานของพนักงานส่วนใหญ่ การใช้อำนาจในการบริหารงานของผู้บริหารบางคนใช้แบบ "พระเดช" คือการใช้คำสั่ง วางอำนาจ สร้างภาพผู้บริหารให้ลูกน้องเกรงกลัว การสั่งงาน คำสั่งต่างๆ ก็ใช้อำนาจบังคับเพียงอย่างเดียว เพราะผู้บริหารบางคนคิดว่าการสร้างภาพให้ตนเองมีอำนาจ ลูกน้องเกรงกลัวนั้นจะเกิดผลดีในการทำงานมากกว่า แต่ที่จริงแล้วการสร้างความเกรงกลัวให้ลูกน้องมากเกินไปจะเกิดผลเสียในการทำงาน เนื่องจากพนักงานจะเกิดอาการลนลาน ขาดความมั่นใจ ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ขาดความคิดสร้างสรรค์ และทำงานเฉพาะเมื่อมีคำสั่งทำงาน เพื่อไม่ให้เจ้านายไม่พอใจเท่านั้น แต่ไม่มีจิตสำนึกที่จะทำงานให้สำเร็จด้วยตัวเอง หรือเพื่อความสำเร็จขององค์กร ฉะนั้นผู้บริหารที่ดีต้องใช้อำนาจในการบริหาร ทั้งการใช้ "พระเดช" และ "พระคุณ" ให้เหมาะสม ต้องสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด เพื่อพนักงานจะมีความ สบายใจ ในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อช่วยกันพัฒนาองค์กรไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จร่วมกัน ผู้บริหารที่ดีเมื่อพนักงานทำผิดพลาดไม่ได้มีบทบาทแค่ตำหนิหรือลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีบทบาทในการชี้แนะ แนะนำแนวทางแก้ไข หรือแนวทางการทำงานที่ถูกต้องให้แก่พนักงาน อีกด้วย เพราะถ้าตำหนิแต่ไม่บอกแนวทางแก้ไข ก็อาจจะเกิดความผิดพลาดซ้ำซากทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ และบางครั้งลูกน้องอาจคิดว่าสาเหตุ ที่เจ้านายไม่แนะนำเพราะเจ้านายก็ไม่รู้จริงก็ เป็นได้ ผู้บริหารที่ดีต้องไม่ละเลยเรื่องเล็กๆ แต่มีผลต่อการทำงาน เช่น เรื่องของการจัดเก็บเอกสารและข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลทางด้านต่างๆ มีมากมายจึงจำเป็นต้องรวบรวม จัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ และเข้าใจหลักของการจัดเก็บข้อมูลที่เหมาะกับงาน เพราะถ้าถนัดงานจัดเก็บข้อมูลโดยไม่มีการแยกหมวดหมู่หรือจัดระบบ ทำให้เสียเวลาในการค้นหา ข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย ข้อมูลที่ใช้ประกอบกันหรือข้อมูลประเภทเดียวกันแต่แยกกันจัดเก็บ ทำให้การทำงานขาดความคล่องตัว ดังนั้นผู้บริหารที่ดีจึงควรให้ความสำคัญเรื่องการจัดเก็บข้อมูลที่ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากผู้บริหารต้องคำนึงถึงประเด็นต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานในองค์กรแล้ว ผู้บริหารที่ดีต้องมีจิตสำนึกของการเป็นเจ้านายที่ดี มีความยุติธรรม เห็นความสำคัญของพนักงาน รวมทั้งต้องไม่ละเลยการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานของพนักงานอีกด้วย เช่น ให้รางวัลพนักงานที่ทำงานอย่างทุ่มเท ชมเชยพนักงานที่ทำงานเก่ง เลื่อนตำแหน่งให้พนักงานที่มีความสามารถโดดเด่น และสร้างความมั่นใจและความรู้สึกมั่นคงในการทำงานแก่พนักงานในองค์กร ถ้าผู้บริหารมีความสามารถทั้งการบริหารงานและบริหารคนที่ลงตัว ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน บริหารเวลาอย่างไร ให้มีเวลา ?"อาจเป็นเพราะผู้บริหารหลายคนชอบบ่นกันนักว่าไม่ค่อยมีเวลา เนื่องจากงานประจำรัดตัวเสียเหลือเกิน จนทำให้ ไลฟ์สไตล์ของชีวิตบางส่วนหดหายไป" ทั้งในเรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจ จัดเวลาตัวเองเสียใหม่ สร้างสมดุลให้กับชีวิตคน เราทำงานก็ย่อมมุ่งหวังที่จะก้าวหน้าในอาชีพการงานได้เลื่อนขั้นเลื่อน ตำแหน่ง เป็นที่ยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ว่ามีความสามารถ ความตั้งใจ มุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานอย่างเต็มที่ ความคาดหวังต่างๆ เหล่านี้ทำให้พวกเขา ซึ่งอาจรวมถึงตัวคุณด้วย หายใจเข้าเป็นงาน หายใจออกก็เป็นงาน กินข้าวยังคุยเรื่องงาน อาบน้ำก็ยังคิดเรื่องงาน ชีวิตมีแต่งาน จนลืมไปว่า การทำงานเป็นเพียงบทบาทหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ปกติเราทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ที่เหลือจากนั้น เรามีบทบาทเป็นลูก เป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นแฟน เป็นอะไรอีกตั้งหลายอย่าง ของใครอีกตั้งหลายคน ถึงเวลาแล้วที่หนุ่มสาวทำงานที่มีพลังมากมาย มีไฟฝันสู่ความสำเร็จจะหันกลับมามองรอบๆ ตัวบ้างว่าชีวิตอีกส่วนหนึ่งนั้น ก็ต้องการการดูแลเช่นกัน Sayonara บอกลากับความเครียด
ทุ่มเทให้กับงานมากเกินไปสำหรับคนทำงานทั้งหลายที่อาจเข้าข่ายคนบ้างาน ที่รู้และยอมรับแต่โดยดีว่าตนเองเป็นคนบ้างานอย่างแท้จริง ในกรณีนี้คงไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะอย่างน้อยคุณก็รู้จักตัวเอง คงไม่มีปัญหาในการนอนหลับแน่นอน คงรู้วิธีหาทางออกให้กับตนเองได้ เพราะรู้ดีกว่าตนเองเป็นคนเช่นไร แต่ถ้าหากว่าคุณไม่เคยรู้ และไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบ้างานทุ่มเทให้กับงานที่คุณรักจนหมดหัวใจแล้วละก็ คุณคงจะหาทางช่วยตนเองได้ลำบากขึ้น ในเรื่องของการนอนไม่หลับไม่รู้ปัญหาก็ย่อมไม่เห็นทางแก้ กรณีที่ยอมรับว่าตนเองเป็นพวกบ้างานนั้นถือว่าดีอย่างน้อยคุณก็ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ คุณจะสามารถเรียนรู้ และ ตำหนิติเตียนเรื่องการท่มเทให้กับงานมากจนเกินไปของตนเองได้ คนบ้างานนั้นนอกจากจะทำให้นอนไม่หลับแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย มีความเครียดความวิตกกังวลมากมาย ที่คอยรบกวนจิตใจ ทำให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง แม้คุณจะรู้สึกสนุกกับงานและประสบความสำเร็จมากพอสมควร แต่รายละเอียดต่าง ๆ ของการทำงานนั้น อาจเข้ามารบกวนจิตใจได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว คนที่ทำงานอย่างหนักนั้นมักใช้เวลาหมกมุ่นกับงานตลอดทั้งวันไม่ค่อยมีโอกาสได้ผ่อนคลาย ลุกลามมาถึงเวลาเข้านอนก็ยังนอนก่ายหน้าผากคิดถึงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันต่อ ๆ ไป สิ่งต่าง ๆ ที่คุณคิดถึงนั้นเป็นการสะสมความเครียดที่มากขึ้น ๆ จนลืมนึกถึงการผ่อนคลาย จนลืมนึกถึงตัวเอง เพราะแม้กระทั่งวันหยุดพักผ่อนคุณก็ยังมีตารางการทำงานจนดึกดื่น ลองหันมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเสียใหม่ เพราะจริง ๆ แล้วคนที่จะทำงานได้อย่างมีคุณภาพและประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องรู้จักบริหารเวลาให้ดี และรู้จักพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายบ้าง การเติมพลังให้กับร่างกายและจิตใจที่ดีทีสุดคือการพักผ่อนให้เต็มที่และรู้จักผ่อนคลายบ้าง หากในคืนที่คุณนอนไม่หลับขอให้คนบ้างานพยายามคิดให้เบาสบาย บอกกับตัวเองเสมอ ๆ ว่าไม่มีใครทำอะไร ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงเวลาอันสั้น ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบให้มันมากไป ดีไม่ดีรีบมาก ๆ อาจสะดุดล้มเอาก็ได้ ไปเที่ยวและพักผ่อนบ้างในวันหยุด อาจจะเป็นทะเลนอนฟังเสียงคลื่นลม หรือที่ไหน ๆ ก็ได้ ขอเพียงเป็นสถานที่ ๆ เราชอบเป็นพอ เติมเพิ่มพลังให้กับชีวิต แล้วค่อยกลับมาลุยงานต่อในวันต่อไป คอยบอกกับตัวเองเสมอ ๆ เถอะเรื่องการพักผ่อนคลายเครียดเพราะบางทีงานที่ยุ่งเหยิงอาจทำให้คุณลืม มารู้ตัวอีกทีก็ต้องพึ่งหมอเสียแล้ว คนที่ทุ่มเททำงานอย่างดีที่สุด เติมความสามารถอย่างไงเสียผลรับทีได้ในวันข้างหน้าย่อมจะต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน การหยุดพักผ่อนในบางวันคงไม่สามารถบั่นทอนความก้าวหน้าในหน้าที่การงานตัวเองได้หรอกน่า หากคิดได้ดังนี้ ก็จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย หลับสนิทได้ในยามค่ำคืน กฎ 21 ข้อ ของผู้ประกอบการสรุปกฏ 21 ข้อจากหนังสือ The Entrepreneur ซึ่งเขียนโดย William E. Heinecke ได้ความดังต่อไปนี้ค่ะ กฎข้อที่ 1 : ฝึกฝนตนเองให้มองเห็นโอกาส ในการทำธุรกิจต้องฝึกฝนตนเองเพื่อมองให้เห็นโอกาสหรือช่องทาง(ส่วนแบ่ง)ในตลาด และรีบดำเนินการเพื่อเติมเต็มช่องว่างนั้น ให้เร็วที่สุดก่อนคนอื่น กฎข้อที่ 2 : ทำการบ้าน ความคิดหลายอย่างอาจเกิดขึ้นด้วยการสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ แล้วนำไปสู่การศึกษาอย่างจริงจังในเวลาต่อมา โดยเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น การทำเอง หรือการเป็นแฟรนไชส์ การแยกแยะปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในเชิงการตลาด ทำการวิจัยทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก คิดถึงสิ่งที่อาจเกิด ตามมาด้วย เช่น ถ้ามีโครงการนี้แล้วควรมีอะไรเพิ่มเติมได้อีกบ้าง คำนึงถึงขีดความสามารถและทรัพยากรที่ต้องการใช้ ศึกษามิติทางการเงินของโครงการด้วย ถ้าคิดอย่างถี่ถ้วนรอบคอบและมีข้อมูลครบถ้วนธุรกิจก็สามารถที่จะรุดต่อไปข้างหน้าได้ เตรียมตัวให้พร้อมเสมอเมื่อโอกาสมาถึง ต้องทำการบ้านก่อน เพราะถ้ามีข้อมูลอยู่แล้ว ก็พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า เคล็ดลับการเตรียมพร้อม มีดังนี้
กฎข้อที่ 3 : ให้หยุดอย่าถลำลึกถ้าไม่สนุกกับงาน ถ้าไม่สนุกกับงาน ก็อย่าถลำลึกด้วยการทุ่มเทเวลาและพลังงานลงไป อีกทั้งอย่าทำงานเพื่อหวังเงินและอำนาจ ไม่มีใครประสบความสำเร็จ ถ้าคิดว่าต้องทำงานที่น่าเบื่อ กฎข้อที่ 4 : ทำงานหนักและสนุกไปพร้อมกัน ผู้ประกอบการควรมีความสมดุลด้านการงาน ชีวิตส่วนตัวและครอบครัวโดยการวางแผนในเรื่องเวลาของการทำงานหนักและสนุกไปพร้อมกัน ผสมผสานธุรกิจกับความพอใจเข้าด้วยกัน ดังนั้น ยิ่งทำงานหนักก็จะยิ่งรู้คุณค่าของการพักผ่อน ซึ่งความสมดุลจะทำให้พบกับ ความโชคดีมากขึ้น กฎข้อที่ 5 : ทำงานด้วยสมองของคนอื่น ในการทำธุรกิจจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงเทคนิคหรือ know how แต่ถ้าผู้ประกอบการมีโอกาสแต่ยังขาดความรู้ด้านเทคนิคหรือ know how ก็สามารถจ้างคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาทำงานให้ได้ โดยเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีทำงาน แต่ผู้ประกอบการก็ต้อง พัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับผู้ที่เราจ้างมาได้ กฎข้อที่ 6 : ตั้งเป้าหมายให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เป้าหมายจะเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจก้าวรุดไปได้ ควรทำธุรกิจโดยการวางเป้าหมายเริ่มเรื่องเล็ก ๆ ก่อนเพื่อให้ธุรกิจอยู่บนฐานที่มั่นคง ถ้าสำเร็จก็ค่อยๆขยายเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละ step ซึ่งการตั้งเป้าหมายควรจะเป็นเป้าหมายที่เป็นฐานรองรับกับวิสัยทัศน์ เพระถ้ามีวิสัยทัศน์โดยปราศจากเป้าหมายรองรับก็จะเป็นวิสัยทัศน์ที่ว่างเปล่า กฎข้อที่ 7 : เชื่อในสัญชาตญาณ สัญชาตญาณเป็นความเข้าใจโดยการใช้ความรู้สึกในทันทีทันใดโดยปราศจากเหตุผลหรือเป็นความเข้าใจในภาพแรกที่เห็น ในบางครั้ง ผู้ประกอบการอาจตัดสินใจบนพื้นฐานของการเชื่อในความรู้สึกนั้นแล้ว ประสบความสำเร็จกว่าการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หรือวิชาการ เพราะฉะนั้น จงเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง กฎข้อที่ 8 : ไปให้ถึงท้องฟ้า ผู้ประกอบการต้องคิดการใหญ่แล้วพยายามทำให้สำเร็จด้วยความตั้งใจจริงโดยไม่ต้องกลัวยักษ์ใหญ่ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะต้องก้าวอย่างอาจหาญ เพื่อให้ไปถึงท้องฟ้าและคว้าดาวให้ได้แม้เพียงครั้งเดียวก็ยังดี กฎข้อที่ 9 : เรียนรู้การขาย ก่อนที่จะเป็นเจ้าของกิจการที่ดีผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ที่จะเป็นนักขายที่ดีก่อน เพราะการเป็นนักขายที่ดี สามารถที่จะโน้มน้าวผู้อื่น ให้คล้อยตามได้ดี นักขายที่ดีจะต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวสินค้า ที่จะขายต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี รวมทั้งต้องมีความขยันขันแข็ง ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เกิดจากการขายสินค้าอย่างเดียวแต่ได้มาจากการขายความคิดด้วย กฎข้อที่ 10 : การเป็นผู้นำ ผู้ประกอบการคือผู้นำที่ต้องตัดสินใจ การเป็นผู้นำประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น การเป็นผู้ฟังที่ดี การสร้างแรงจูงใจ เชื่อมั่นในทีมงาน มีมารยาท เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นต้น ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จบางครั้งก็ต้องใช้ความเป็นเผด็จการบ้าง และต้องมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปแม้ว่าบางครั้งจะผิดพลาดก็ตาม กฎข้อที่ 11 : จดจำความล้มเหลวแล้วดำเนินการต่อไป ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะต้องถือว่า ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นหรือเป็นสิ่งกระตุ้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เมื่อเกิดความผิดพลาด ต้องถือเป็น ประสบการณ์ที่ต้องเรียนรู้แล้วดำเนินการต่อไป อย่ากลัวความผิดพลาด เพราะนั่นจะเป็นเส้นทางใน การเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ กฎข้อที่ 12 : ทำเพื่อให้ได้โชคดีมากที่สุด โชคคือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ผู้ที่โชคดีอยู่เสมอคือผู้ที่สร้างโอกาสที่ดีที่อยู่ตรงหน้า โชคอาจเกิดได้จากโอกาสทางธุรกิจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว การจ้างคนเข้ามาร่วมงาน เป็นต้น โชคจึงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องรอ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถเตรียมพร้อม ที่จะไขว่คว้า และยึดมาให้ได้ กฎข้อที่ 13 : ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นวิถีของการดำเนินชีวิต ผู้ประกอบการต้องมีความยืดหยุ่น เปิดรับความคิดใหม่ ๆ และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ต้องมองหาวิธีการใหม่ ๆ ในการผลิตสินค้าตลอดเวลา และต้องมีความเชื่อว่า เมื่อได้ใช้วิธีการใหม่ใด ๆ แล้ว ในไม่ช้ามันก็จะล้าสมัย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ต้องทำงานบน ความเปลี่ยนแปลงให้ได้ กฎข้อที่ 14 : สร้างสัมพันธภาพ ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ในสุญญากาศ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จต้องมีสัมพันธภาพกับสังคม ต้องสร้างเครือข่ายกับ หน่วยงานต่าง ๆ ในสังคม เช่น นายธนาคาร นักกฎหมาย นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ และลูกค้าที่สำคัญ ๆ ต้องนึกเสมอว่า สันถวไมตรีเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่สามารถซื้อ แต่ต้องหาให้ได้โดยการหว่านและเก็บเกี่ยว กฎข้อที่ 15 : ใช้เวลาอย่างฉลาด เวลาเป็นสิ่งที่มีจำกัด และเวลาของผู้ประกอบการ หมายถึงเงิน จึงต้องรู้จักจัดการเรื่องเวลาอย่างเหมาะสม อาจลองวิเคราะห์ดูว่า เวลาที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ไปอยู่ที่ส่วนใดบ้าง และแก้ปัญหาในส่วนนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจ กฎข้อที่ 16 : วัดผลเพื่อประเมินผล การใช้ Benchmarking ในการวัดผลหรือประเมินผลการทำงานเพื่อการเปรียบเทียบผลระหว่างบุคคลหรือระหว่างหน่วยงาน เป็นสิ่งจำเป็น ในการดำเนินธุรกิจ เพราะ Benchmarking เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการพัฒนาบุคลากรในทุกระดับ กฎข้อที่ 17 : อย่าสร้างธุรกิจด้วยคนธรรมดาๆ ในบางครั้งผู้ประกอบการต้องยอมเจ็บปวดในการที่จะต้องไล่คนที่ไม่มีผลงานออกไป ถึงแม้ว่าจะไม่อยากทำก็ตาม แต่เพื่อความแข็งแรงของธุรกิจ จำเป็นต้องทำ แต่ต้องรักษาคนที่เก่งมีความสามารถมีผลงานดีให้อยู่สร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจ ดีกว่าที่จะคิดที่จะพยายามรักษาพนักงานทุกคนไว้ เพราะฉะนั้นจะยิ่งทำให้ธุรกิจอ่อนแอลงไปอีก กฎข้อที่ 18 : เน้นคุณภาพไม่ใช่เงิน ผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จไม่ควรมุ่งแต่หาเงิน แต่ควรมุ่งเน้นไปในการพัฒนาคุณภาพเพื่อเข้าสู่ภาวการณ์แข็งขัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่า ในช่วงเหตุการณ์วิกฤตผู้ประกอบการไม่ควรลดคุณภาพสินค้าเพื่อรักษาเงินให้ได้เท่าเดิม แต่ควรควบคุมค่าใช้จ่ายแต่คงคุณภาพสินค้าไว้ ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นวิธีการที่จะได้เปรียบคู่แข่งในการแข่งขัน กฎข้อที่ 19 : รีบลงมือทันทีในช่วงวิกฤต ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาต่าง ๆ ควรจะพลิกวิกฤตที่เผชิญอยู่ให้เป็นโอกาสในด้านต่าง ๆ โดยเมื่อประสบปัญหาต้องตั้งสติค่อย ๆ พิจารณาสถานการณ์อย่างรอบคอบแล้ววางแผนการทำงานและลงมือทำด้วยความมั่นใจแน่วแน่ไม่ย่อท้อ ซึ่งต้องอาศัย ความเชื่อมั่นในตนเองและเชื่อมั่นในลูกทีมตลอดเวลา จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งอันดับแรกก็คือ การอยู่รอด มีความมั่นคงและเติบโตต่อไปของธุรกิจ กฎข้อที่ 20 : เมื่อตกม้าต้องรีบกระโดดขึ้นใหม่ทันที ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาด้านใดก็แล้วแต่ต้องพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ทันทีโดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่มีและใช้กฎทุกข้อที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งการเชื่อมั่นในสัญชาตญาณ กำหนดกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและเพื่อพิสูจน์ความสามารถในการดำเนินธุรกิจต่อไป กฎข้อที่ 21 : จงพอใจ การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการจะต้องทุ่มเททุกอย่างทั้งแรงกายแรงใจ แต่ความสำเร็จทางธุรกิจ จะต้องสมดุลกับ คุณภาพด้านอื่น ๆ แต่ถ้าชีวิตไม่มีความสมดุลก็จะเป็นอันตรายต่อชีวิตตัวเองและครอบครัว เพราะฉะนั้นจะพึงพอใจกับทุกสิ่งที่มีในชีวิต เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ แ ต่มาจากความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ บทสรุปสุดท้าย วิลเลียม ไฮเนคกี้ กล่าวว่าสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลง กฎทั้ง 21 ข้อที่กล่าวมาไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับนักธุรกิจ ที่ต้องการประสบความสำเร็จ กฎทั้งหมดนี้ไม่ใช่กฎที่ต้องปฏิบัติตาม เป็นเพียงกฎที่ใช้เป็นแนวทางซึ่งจะปฏิบัติตามเท่านั้น สุจินต์ พราวพันธุ์ เวลานั้นช่างสำคัญอย่างนี้ลองถามตัวเองว่า ทำไมบนโลกนี้จึงมีความแตกต่างเรื่องเวลากันมากเหลือเกิน ทำไมชาวยุโรปจึงมีรูปร่างใหญ่กว่าชาวเอเชีย ทางขั้วโลกเหนือและใต้แม้จะอยู่ห่างกันคนละขั้ว แต่ช่างมีอากาศที่หนาวเย็นเหมือนกัน แล้วอะไรต่อมิอะไรที่ไม่น่าจะแตกต่างกลับมีความตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นอะไรที่น่าจะเป็นความเหมือนอย่างสมบูรณ์ หาคำตอบกันนะครับ
โดยทั่วไปคนโบราณจะบอกว่า "ธรรมชาติ" คือผู้ที่เข้ามาทำการกำหนดกฎเกณฑ์ตั้งเงื่อนไขข้อบังคับไว้ว่า คนเราจะต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ ห้ามเปลี่ยนอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วมีบางอย่างที่แทบจะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ก็คือ เมฆ ฝน ลูกเห็บ หิมะ พายุ ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ เจ้าสองสิ่งสุดท้ายที่กล่าวมานี้ คือ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นี่แหละเป็นตัวก่อให้เกิดเรื่องที่ผมจะเล่าให้พวกเราได้วิเคราะห์กันให้ลึกซึ้งเลย นักดาราศาสตร์โบราณได้ค้นคว้าเรื่องการเดินทางของระบบสุริยะจักรวาลระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่วิ่งไล่จับกันไปมาจนเกิดเป็นกลางวัน กลางคืน และส่งให้เกิดเป็นเวลาที่เราต้องวิ่งตามกันทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมงเลยล่ะ (ทำไมไม่ 23 หรือ 25 ชั่วโมงละหว่า) ที่นี้ลองมาวิเคราะห์ดูว่า ใน 1 วัน ไอ้ตัวเลข 1..2..3..4..5..ไปจนถึง 24 น. นี้ใครนะช่างน่ารักที่ช่วยแบ่งให้เราซะดิบดี เราก็เลยต้องยึดถือมาตลอด แต่อันที่จริงแล้ว “เวลา” มันอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งเองแหละ มันขึ้นอยู่กับคนที่ใช้เวลาภายใน 24 ชั่วโมงนี้เอง ดังนั้น กิจกรรมที่เราเริ่มทำ และทำผ่านไป ก็ต้องใช้เวลาเป็นตัวกำหนด สมมติว่า เราเกิดทำกิจกรรมใดไม่เสร็จ เรามักจะถามว่า “มีเวลาเหลือหรือเปล่า” แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่า “ช่วยหยุดเวลาให้ที” เพราะไม่มีทางที่ใครจะหยุดเวลาได้หรอก นับตั้งแต่วินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน และสู่ปี ดังนั้น ภาระจึงตกแก่พวกเราเองที่จะหาคำตอบว่า ระหว่าง “เวลา” หรือ “มนุษย์” ใครกันแน่ที่มีอิทธิพลมากกว่ากัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมรู้สึกว่ามนุษย์นี่แหละกำลังถูกขโมยเวลาส่วนตัวกันไปทีละเล็กละน้อย เวลาส่วนตัว หมายถึง เวลาที่เจ้าของสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความสมัครใจ โดยมิได้ถูกบังคับ แต่พอเอามาเปรียบเทียบกับคำพูดที่ได้ยินมาจากเพื่อน จากผู้ร่วมงาน หรือคนอื่นๆ พบว่า มากกว่า 9 ใน 10 คน มักจะเคยพูดว่า “ผมหรือดิฉันไม่มีเวลาส่วนตัวเลย” โธ่ จริง ๆ แล้ว เวลามันวิ่งของมันไปเองเรื่อยๆ อยู่ที่ใครจะจับมันมาเป็นเจ้าของเอง แต่ใครจะจับเวลามาแล้วจะดูแลมันได้ดีอย่างไร และที่บอกว่า ไม่มีเวลานั้น เพราะอะไรล่ะ ยิ่งได้ฟังจากปากของคนรอบข้างแล้ว ทำให้ผมเริ่มตระหนักหาสาเหตุของการไม่มีเวลา หรือการไม่สามารถบริหารเวลากันแน่ จริง ๆ เราควรกำหนดเวลาให้เดินไปตามเกมชีวิตของเราดีกว่า สมัยเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ผมกลับบ้านดึกมากหลังจากงานแข่งขันเสนองานแคมเปญโฆษณาให้กับบริษัท สปา แอดเวอร์ไทซิ่ง เกือบกว่าสองสัปดาห์ที่ต้องฝังตัวอยู่ที่ทำงาน ผมเหนื่อยมากและเดินเข้าห้องพระเพื่อหามุมสงบให้ตัวเอง และเริ่มวิเคราะห์ว่า ผมทำอะไรอยู่ อนาคตเราจะเป็นแบบนี้อีกหรือเปล่า ยิ่งถ้าเรายังถูกใช้งานและหมดเวลาไปกับงานอย่างนี้ ผมคงไม่ต้องคิดอะไรเลย ผมเริ่มตั้งคำถามตัวเองว่า เมื่อ 1 นาทีที่ผ่านมาผมทำอะไร และเมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมทำอะไรอยู่ และวันนี้ทั้งวัน ผมได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และที่สำคัญ กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ผมทำอะไรไปแล้วบ้าง การกระทำทั้งหมดที่เรียกว่า อดีต ผมทำไปเพื่อใคร ใครสั่งให้ทำ ผมถามซ้ำไปซ้ำมาแล้วก็พบว่า เวลานี่แหละที่ทำให้ผมต้องเดินมาถึงที่นี้ แต่จะมีคำถามซ้อนอยู่คือ มีใครบังคับหรือกำหนดให้ผมทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำหรือเปล่า หรือจริง ๆ ผมมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ผมคิดหรือต้องการที่จะทำเพื่อตัวเองบ้างหรือเปล่า และแล้ว “หลอดไฟแห่งความสว่างทางปัญญา” จึงเกิดขึ้นว่า ผมนี่แหละน่าจะเป็นคนกำหนดเวลาเพื่อให้สิ่งดีแก่ตัวเองหรือให้สิ่งที่ตัวเองอยากได้อยากทำ ผมมีตัวอย่างที่ดีในการเป็นคนที่รู้จักบริหารเหนือเวลาคือ เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งโทรมาหาแต่ผมติดงานเตรียมเอกสารข้อมูลเพื่อจะเข้าประชุมบอร์ด จึงรีบตอบไปว่า จะโทรกลับไปหานะ พอเลยมาอีก 3 ชั่วโมง ผมหลุดจากห้องประชุม ทั้งเหนื่อยและปวดหัวมาก อีกทั้งยังมีงานจ่อคิวอยู่เพียบ แว่บที่รับปากเพื่อนไว้ว่าจะโทรกลับไปหา ก็ผ่านมาพร้อมกับคำตอบที่ว่า “เดี๋ยวค่อยโทรหาคืนนี้ก็ได้ ทำงานก่อนดีกว่า” แต่อีกแว่บก็บอกว่า “ใครกันแน่มีสิทธิ์แบ่งเวลาทำงานของเรา ก็ตัวเรานี่หน่า” ผมจึงรีบละสายตาจากงานประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วรีบกดเบอร์โทรหาเพื่อนผมทันที รู้มั้ยครับว่า ผมเกือบพลาดผลประโยชน์ก้อนใหญ่เลย เพราะว่า เพื่อนผมเค้าต้องการราคาประมูลของสินค้าที่ผมดูแลอยู่อย่างด่วนมาก เพราะลูกค้าที่เรียกประมูลต้องการสอบราคาภายในเย็นวันนี้ ถ้าพลาดละก้อ โน่นครับ เมืองจีนจ่อไว้แล้ว เกือบไปแล้วหล่ะ ดังนั้น ตั้งแต่นั้นมา ผมจะรู้สึกหงุดหงิดมาก ถ้าได้ยินใครพูดว่า โอ๊ย ไม่มีเวลาทำโน่น ไม่มีเวลาทำนี่ โดยเฉพาะถ้ามีใครพูดว่า ไม่มีเวลาโทรหาเลย คุณครับ แค่ไม่กี่วินาทีที่คุณกดปุ่มเพื่อต่อโทรศัพท์ จนติดต่อปลายทางได้ ก็คงใช้เวลาไม่เกินเศษ 1 ส่วน 1,440 นาทีของวันเอง ดังนั้น ผมจึงอยากจะแนะนำให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่องนี้จริงจังว่า คุณจะให้เวลามีอิทธิพลควบคุมเหนือคุณ หรือ คุณเองนั่นแหละที่ควบคุมเวลาเอง ก็แค่ตัวอย่างโทรศัพท์หาเพื่อน เชื่อหรือไม่ว่า ทุกครั้งที่โทรกลับ ผมมักจะได้ข่าวด ตลอด ชาวนักรบเอสเอ็มอีครับ อย่าคิดว่าทำไมคุณจะเก่งได้ขนาดนั้นหรือที่จะสามารถคุมหรือกำหนดเวลา จะทำได้หรือ จริง ๆ แล้วไม่ยากหรอกครับ ถ้าเราเริ่มเปิดใจให้กว้างไว้ เราจะพบสิ่งดี ๆ ที่ท่านสามารถจะเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือเวลาได้ ดังนี้ • เริ่มจากถ้าพบงานที่ยาก ก็เริ่มคิดว่า งานน่าจะง่ายจริง ๆ เลย เดี๋ยวเราก็ทำได้เอง • ให้หัดวางแผนกำหนดเวลาต่อชิ้นงานหรือกิจกรรมที่จะทำว่า ต้องใช้เวลาเท่าไรใน 1 วันหรือ 24 ชั่วโมง หรือ 1,440 นาที • ให้ต่อด้วยการแบ่งซอยชิ้นงานเป็นช่วง ๆ ต่อการใช้เวลาเท่าไรใน 1 วันหรือ 24 ชั่วโมง หรือ 1,440 นาที • ต้องมีคำถามระหว่างการแบ่งเวลาให้กับชิ้นงานด้วยความรู้สึกว่า “อยากเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ อยากจะได้กำไรหรือขาดทุนบานทะโร่ อยากทำงานแบบพึงพอใจหรือแบบสุดเบื่อแสนเซ็ง แล้วเราทำเพื่อใคร” แล้วเราก็จะจัดการงานได้ดี • หัดที่จะรวมเวลาที่กระจัดกระจายมารวมเป็นหนึ่งเดียวของเวลาที่มีค่าสูงสุดของคุณให้ได้ • นำเวลาที่มีค่าสูงสุดนั้น มาลงทุนเพื่อสร้างสานความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และสัมพันธภาพในการทำงาน • ทุ่มเทเวลาที่มีค่าสูงสุดนั้น ในการสร้างความรู้ ความชำนาญ ให้แก่ครอบครัวของคุณและสังคม • สุดท้าย อย่าลืมนำเวลาที่มีค่าสูงสุดนั้น มาแบ่งให้สุขภาพ จิตใจ และวิญญานของตัวคุณเองบ้าง และต้องไม่ลืมนะครับว่าเราทุกคนคือผู้บัญชาการของกองทัพ“เวลา”ซึ่งเรามีสิทธิ์ออกคำสั่ง และบังคับเวลาได้ และจำไว้เสมอว่าเราทุกคนมีอิทธิพลเหนือเวลาอย่างแน่นอน เขียนโดย ดร.สุกิตติ เอื้อมหเจริญ ที่ 12:19 ก่อนเที่ยง Trade Offผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องเลือก
มองมุมใหม่: รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ท่านผู้อ่านสงสัยไหมครับว่า การที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจ จะต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง หรือต้องฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคใดบ้าง? จริงๆ แล้วก็มีหนังสือประเภทนี้อยู่บ้างพอสมควร แต่หลายๆ เล่มเมื่ออ่านดูแล้วก็เหมือนเอาพวกทฤษฎีหรือหลักการทางด้านบริหาร ภาวะผู้นำ เข้ามาจับ ซึ่งท่านผู้อ่านที่เป็นผู้บริหารระดับสูงจริงๆ อาจจะเถียงในใจว่าทางปฏิบัติกับทางทฤษฎีมันไม่ได้เหมือนกันหมด 100% ลองดูคำถามง่ายๆ ก็ได้นะครับ ถ้าผมสงสัยว่า การที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจได้นั้น (ไม่นับการเป็นธุรกิจของครอบครัวนะครับ) จำเป็นต้องมีการเสียสละหรือไม่? คำว่าเสียสละของผมนั้น อาจจะเป็นเวลาที่ให้กับครอบครัว หรือเวลาที่ให้กับสิ่งที่ตนเองสนใจ หรือเวลาที่ให้กับการดูแลสุขภาพ ผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการใกล้ชิด และดูแลครอบครัว กับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือไม่? หรือ อีกคำถามหนึ่งคือ คนที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงได้นั้น จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความฉลาดเป็นเลิศ มีสมองดี ความจำดี ไหวพริบดี หรือไม่? คนที่สมองปานกลาง (เช่นพวกเราส่วนใหญ่) มีโอกาสหรือสามารถจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงได้หรือไม่? หรือ อีกคำถามคลาสสิกก็คือ การจะก้าวขึ้นไปสู่ระดับสูงได้ จำเป็นต้องเล่นการเมืองภายในองค์กรเป็นหรือไม่? จริงๆ แล้วยังมีคำถามอีกมากนะครับ และท่านผู้อ่านสังเกตซิครับ หนังสือหลายๆ เล่มที่เขียนเกี่ยวกับการก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงนั้น มักจะไม่ค่อยได้ตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาเท่าใด ส่วนใหญ่ก็จะนำเอาพวกหลักการและทฤษฎีทางด้านการจัดการเข้ามาจับ ผมเองไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาครับ และไม่ใช่การตอบคำถามโดยตัวผู้เขียนเองครับ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ (ชื่อ Susan A. DePhillips) เขาไปสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงใน Fortune 500 มาจำนวนหนึ่ง แล้วก็พบความจริงหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ซึ่งความจริงเหล่านี้เป็นสิ่งที่มักจะไม่ได้เขียนอยู่ในตำราทางด้านการจัดการทั่วๆ ไป แต่เป็นความจริงจากประสบการณ์ของผู้บริหารระดับสูง ดังนั้นเขาเลยตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า Corporate Confidential เราลองมาดูในประเด็นสำคัญกันนะครับ แต่ก็ต้องเตือนทุกท่านว่า ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการตัดสินใจนะครับ เนื่องจากประสบการณ์เหล่านี้ เป็นประสบการณ์ของผู้บริหารชาวต่างประเทศ คำถามแรกก็คือ การจะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ และยังประสบความสำเร็จในตำแหน่งดังกล่าวอยู่ได้ จะต้องแลกด้วยเวลาและคุณภาพชีวิตหรือไม่? เอาง่ายๆ ก่อนเลยก็ได้ครับว่า จะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องทุ่มเทเวลาในการทำงานมากกว่าปกติหรือไม่? นั่นคือจะต้องเข้ามาถึงที่ทำงานก่อนเป็นคนแรก หรือกลับออกไปเป็นคนสุดท้าย ซึ่งยังไม่นับเวลานอกเหนือเวลาทำงานที่ต้องคิด และทุ่มเทให้กับงาน จากการสัมภาษณ์พบว่าผู้บริหารระดับสูงของฝรั่งส่วนใหญ่ จะใช้เวลาในการทำงานโดยเฉลี่ย 65 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งถ้าหารด้วยห้าวันทำงานแล้วก็จะตกวันละ 13 ชั่วโมง หรือถ้าเข้าทำงานตอนแปดโมงเช้า ก็จะกลับออกจากที่ทำงานประมาณสามทุ่มขึ้นไป ซึ่งตัวเลขนี้คือตัวเลขเวลาในการทำงานโดยเฉลี่ยของผู้ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงแล้วด้วยนะครับ ซึ่งพอมองย้อนกลับมาที่เมืองไทย ก็พบว่าจริงในหลายๆ ท่านครับ ผมจะเจอผู้บริหารระดับสูงหลายๆ ท่านมากที่ทำงานโดยเฉลี่ยมากกว่า 65 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แถมยังเข้ามาทำงานวันเสาร์ และเอางานกลับไปทำที่บ้านอีก ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจจะเคยคิดว่าคนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงนั้นแสนจะสบาย อยู่ในที่ทำงานโก้ๆ มีเงินเดือนแพงๆ มีคนคอยบริการ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกเต็มไปหมด แต่พอเห็นเวลาในการทำงานต่อสัปดาห์แล้ว ก็คงจะเห็นว่าไม่น่าสบายเท่าใดนะครับ จริงอยู่นะครับว่าเวลาที่ใช้ในการทำงานเยอะ ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำงาน เนื่องจากเจอผู้บริหารหลายท่านเหมือนกันที่ทำงานเยอะ แต่เกิดขึ้นเนื่องจากทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แต่ในกรณีของผู้บริหารระดับสูงคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งพอต้องใช้เวลาในการทำงานเยอะแล้วก็ต้องแลกกับเวลาส่วนตัวครับ นั้นคือเวลาที่จะให้ครอบครัว เวลาสำหรับการทำสิ่งที่ตนสนใจ และเวลาสำหรับการดูแลสุขภาพ คำถามสำคัญคือ การจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ จะต้องแลกกับสิ่งต่างๆ ข้างต้นหรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องครอบครัว และสุขภาพ คนที่จะก้าวหรือก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูง จะต้องสูญเสียเวลาบางช่วง กับครอบครัวไป ซึ่งหลายๆ ท่านก็หาทางออกโดยตกลงกับคู่สมรสในการผลัดกันดูแลครอบครัว หรือบางท่านก็จะกันเวลาไว้ช่วงหนึ่งของปีที่จะมีกิจกรรมร่วมกับครอบครัว นอกจากเรื่องครอบครัวแล้ว เวลาที่จะใช้ในการดูแลสุขภาพก็จะน้อยลงไป ดังนั้นก็ไม่ค่อยน่าแปลกใจนะครับว่า ผู้บริหารระดับสูงหลายๆ ท่านจะป่วยเป็นโรคต่างๆ เยอะขึ้น โดยสรุปก็คือ จะก้าวหรือดำรงอยู่เป็นผู้บริหารระดับสูงนั้น จะต้องมีการเลือก หรือ Trade-off ระหว่างบางสิ่งบางอย่างครับ เช่น อยากจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูง พร้อมๆ กับมีเวลาให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ ก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กัน ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Trade-off ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าผู้บริหารเมืองไทย ประสบปัญหาเดียวกันหรือไม่? แต่ผมเจอหลายๆ ท่านก็มีลักษณะดังกล่าวครับ เอาไว้สัปดาห์หน้าเรามาดูกันต่อนะครับว่าการจะเป็นผู้บริหารระดับสูงได้มีประเด็นอะไรอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกบ้าง November 15 review album : Alice's inferno 9Excellent second album
by RodrigoGR
Tremendo material de Forever Slave. A Brief look at Alice's Inferno
by zratcliffe25@comcastnet
Beautifully composed music and vocals syncronized with rough heavy metal creates a spectacular mix of both beauty and beast. Alice's Inferno is just another example of goth rock and its creative ability to spellbind its audiences. Though many of the songs on this album have similar melodies and harmonies, its overall tone is well composed and expreeses great musical talent. Aside from its detriments, Alice's Inferno performs beautifully and in my opinion deserves four stars and a thumbs up. I am personally looking forward to hearing more from this group.
Awesome Forever Slave's Lyrics !!FOREVER SLAVE LYRICS
album: "Resurrection" (2004 DEMO) Overture: The Dark Secret Misteries in Carpathians Erzebet Bathory's song In Autumnal Equinox Ophelia's Eyes Beyond Death's Embrace Requiem: Funeral of the Lost Soul album: "Alice's Inferno" (2005) Lunatic Asylum Reminiscences ...In The Forest Equilibrium The Circles Of Tenebra Dreams And Dust Aquelarre Across The Mirror Tristeza The Letter album: "Tales For Bad Girls" (2008) Dickhead! Say Good-Bye Gothic Girls Pulse Kristen A.I.D.S. Afterlife Our Story Mar, No Te Vayas The Lovers Larmes Et Roses My Girl (She Loves Her) Gasoline |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|