wakul's profile*~ art is long, life is ...PhotosBlogLists Tools Help

Windows Media Player

Photo 1 of 9
November 29

เปิดแล็บ เภสัชศิลปากร โรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัด 2009 เจ้าแรกในเอเชีย

 

คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร เปิดห้องปฏิบัติการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัด 2009 ร่วมกับ องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงวิทยาศาสตร์ คาดเดินเครื่องผลิตไม่เกินปลายปีได้ 2.5 ล้านโดส - เปิดห้องปฏิบัติการตรวจยืนยันเชื้อบริการประชาชนเพื่อความรวดเร็ว

ภญ.รศ.ดร.จุไรรัตน์  นันทานิช คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ 

ผู้รับผิดชอบโครงการ "ความร่วมมือในการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่" ร่วมมือกับ องค์การเภสัชกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ และกระทรวงสาธารณสุข ใช้ห้องปฏิบัติการในอาคารปฎิบัติการการควบคุมและประเมินคุณภาพทางเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีคณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากร  เป็นโรงงานต้นแบบนำร่องทดลองผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  ทำการทดลองวิจัยเชื้อไวรัสที่องค์การอนามัยโลก (WHO) สนับสนุนขอเชื้อจากไวรัสจากประเทศรัสเซียที่ผ่านการวิเคราะห์เชื้อมากว่า  30  ปี ให้ไทยทำการทดลองและผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 สามารถแจกจ่ายให้ประชาชนได้ทันสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรง


คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้ขั้นตอนการผลิตผ่านการเพาะเชื้อจนกระทั้งนำมาทดลองกับสัตว์แล้ว เหลือแค่การทดลองในคนซึ่งตอนนี้กำลังเปิดรับอาสาสมัครจำนวนกว่า 400 คน จากนั้นรอติดตามผลหากประสบความสำเร็จคาดว่าในปลายปีนี้มีการประเมินไว้ว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตวัคซีนได้ 2.5 ล้านโดสต่อเดือน และจะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่สามารถผลิตวัคซีนใช้เองได้ ซึ่งขณะนี้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนเองเคยประกาศว่าจะผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 ออกมาในเดือนกันยายนนี้ต้องติดตามต่อไปว่าใครจะประกาศก่อน



ภญ.รศ.ดร.จุไรรัตน์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ผู้ป่วยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

หลังจากที่พบปัญหาในการระบาดของเชื้อซึ่งเป็นปัญหามากในการตรวจยืนยันว่ามีเชื้อหวัด 2009 จริงหรือไม่ ซึ่งมีหน่วยงานที่ตรวจวิเคราะห์ คือ กรมวิทยาศาสตร์ สถาบันการแพทย์ของศิริราช,จุฬาลงกรณ์,และรามาธิบดี
 

"คณะเภสัชศิลปากรเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้เพราะมีเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบได้ ขณะนี้ได้เร่งที่จะพัฒนาหน่วยวิเคราะห์นี้ขึ้นมาเพื่อแบ่งเบาภาระหน่วยงานที๋โหลดอยู่ในขณะนี้เป็นการช่วยตรวจยืนยัน"ภญ.รศ.ดร.จุไรรัตน์ กล่าว

ภก.ผศ.ดร.วิสิฐ ตั้งเคียงศิริสิน อาจารย์ภาควิชาชีวเภสัชศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดระบบภายในคาดว่า อีก  2 เดือนจะสามารถตรวจยืนยันเชื้อได้ หากใครที่สงสัย มีไข้ ปวดหัว ตัวร้อน สามารถติดต่อผ่านทางโรงพยาบาลหรือหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในเขตนี้ โดยแพทย์จะเป็นผู้ส่งมาให้ตรวจยืนยันแต่จะไม่ได้รับตัวอย่างจากคนไข้โดยตรง

ดร.วิสิฐ กล่าวว่า แต่เดิมการตรวจเชื้อวันเดียวก็สามารถรู้ผลการตรวจแล้วแต่ปัจจุบันต้องรอ 2-3 วันกว่าจะรู้ผล ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ทัน

เรื่องการตรวจไปสะดุดเป็นคอขวด กระทรวงสาธารณสุขก็มีนโยบายมาใหม่ว่าไม่ต้องรอผลตรวจหากพบว่าคนไข้มีอาการอยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้ยา"โอเซลทามิเวียร์"ทันที เมื่อทางคณะเภสัชศาสตร์ ศิลปากรสามารถตรวจยืนยันได้  เป็นการช่วยแบ่งเบาปัญหาเพราะไม่ใช่แค่ว่าส่งตรวจแต่ยังทำให้จำนวนวันตรวจเร็วขึ้น เพราะปัญหาจริงไม่ใช่แค่ว่าการส่งตรวจแต่อยู่ที่การส่งต่อต้องมีช่วงเวลาในการส่งตรวจ หากมีศูนย์เหล่านี้กระจายอยู่ในภูมิภาคจะช่วยแบ่งเบา ได้ ซึ่งทางคณะเภสัชศาสตร์ จะเปิดรับจากโรงพยาบาลในระแวกนี้ สามารถรองรับการตรวจยืนยันได้วันละประมาณ 500 ราย
 

นอกจากนี้ทางคณะเภสัขศาสตร์ยังผลิตเจลล้างมือฆ่าเชื้อออกจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปหลังจากที่พบว่าขาดตลาดหาซื้อที่ได้ เภสัชศาลา หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร  วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
 

 

November 24

อาชีพนักวิทยาศาสตร์ สำคัญไฉน ?

 

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่างๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วและมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

มักจะเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับประเทศไทย แม้จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แต่การพัฒนาประเทศเท่าที่ผ่านมายังดำเนินไปไม่ได้เต็มที่ ทั้งนี้ เพราะขาดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูงเป็นพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะทำการวิจัยศึกษา ค้นคว้า ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หรือทำการประดิษฐ์ คิดค้นเทคโนโลยีต่าง ๆ หรือประยุกต์เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากต่างประเทศให้เหมาะสมกับสภาพการพัฒนาของประเทศ

แต่ทำไมคนไทยยังไม่รู้จักอาชีพนี้ดีเท่าที่ควรทั้งๆที่ประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญ ส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพนี้อย่างจริงจัง แต่มีโครงการหนึ่งที่รัฐบาลสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ได้ให้ความสำคัญในการผลิตนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์โดยอนุมัติให้ดำเนินการโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือเรียกว่าโครงการ พสวท.ซึ่งปัจจุบันได้มีผลิตผลเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในหน่วยงานต่างๆแล้วจำนวน 290 คนและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เหล่านี้ได้ให้ข้อคิดเห็นและทัศนคติต่ออาชีพนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยที่น่าสนใจ

อย่าง ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ นักวิจัย จาก NECTEC ได้ให้ข้อคิดเห็นว่าอาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่สำคัญมากกับอนาคตของประเทศไทย

ที่ผ่านมาประเทศไทยเรามักจะซื้อเทคโนโลยีของต่างชาติเข้ามาประยุกต์ใช้งานซึ่งต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นจำนวนมากในปัจจุบันนี้ ประเทศเราเข้าสู่ยุควิกฤตทางเศรษฐกิจ เราต้องร่วมมือกันประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งประหยัดงบประมาณที่จะสั่งซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาใช้ด้วยดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญมากกับประเทศในยุค IMF ถึงเวลาแล้วที่เราคนไทยต้องหันหน้ามาพัฒนาเทคโนโลยีในสาขาต่างๆเพื่อใช้ภายในประเทศเราเอง และรวมถึงพัฒนาเพื่อการส่งออกด้วย

ส่วน ดร.ไพศาล เสตสุวรรณ นักวิจัย จาก MTEC ได้ให้มุมมองอีกด้านหนึ่งอย่างน่าสนใจว่านักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่ถูกตามใจ

จนทำให้อาชีพนี้ในเมืองไทยไม่รุ่งเรือง เป็นอาชีพที่อิสระ แม้แต่ในเรื่องที่จะทำการวิจัย (โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย) และไม่มีการตรวจวัดผลงานที่ชัดเจน และขาดวามเข้มงวด ทำให้ประชาชนและแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่มีความเชื่อมั่น หรือศรัทธาต่อผลงาน เนื่องจากผลงานวิจัยยากที่จะทำเพียงชิ้นเดียว แล้วจะนำไปสู่การใช้งานได้ หากจะทำให้เกิดผลกระทบในช่วงเวลาที่ไม่ยาวนาน จึงควรจะมีการแบ่งงานและทำงานร่วมกันจากนักวิจัยหลายๆ ด้าน

แต่ในประเทศไทยมีแต่การแบ่งแยกทั้งที่มีทรัพยากรอยู่น้อย และไม่มีผู้นำทางวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถมีอำนาจที่จะกำหนดแนวทางและแบ่งงานวิจัย

เพื่อที่จะให้เกิดการนำทรัพยากรบุคคล และเครื่องมือมาใช้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ความเชื่อที่มีมาจากรูปแบบของประเทศอเมริกาในรูปแบบที่ให้อิสระ ไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศที่มีขนาดเล็กกว่ามาก และมีทรัพยากรน้อยกว่ามากเช่นกัน ปัจจุบันประเทศที่มีขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จต้องมาจากการวางแผนและการจัดการโดยรวมที่ดี หรือไม่ก็มีอดีตการทำวิจัยที่ยาวนานมาก ดังนั้น แบบอย่างที่เราลอกมาจากประเทศที่เจริญแล้ว เป็นการลอกมาโดยไม่ได้ดูพื้นฐานที่แท้จริงเปรียบเทียบทั้งหมดนี้ทำให้อาชีพนักวิทยาศาสตร์ไม่รุ่งเรืองในเมืองไทย ทำให้นักวิทยาศาสตร์เก่งๆ หลายท่านที่มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศ และประสบความสำเร็จในผลงาน ซึ่งไม่สามารถทำได้เช่นนั้นในประเทศไทย ทั้งที่ก็มีเงินทุนและเครื่องมือวิจัยที่ใช้ได้

ส่วนมุมมองของคนมหาวิทยาลัยอย่าง ดร.วิภาวี ภูวนารถนุรักษ์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าอาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่ต้องมีความตั้งมั่น อยู่ในอุดมการณ์ ต้องมีความอดทน และเสียสละเป็นอย่างยิ่ง ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ จัดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ตนเองมีความภูมิใจที่จะได้มีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์นี้เป็นอย่างมาก

นักวิจัย จากสำนักสัตว์ทดลอง มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ดรุณี บุรีภักดี เห็นว่าเป็นอาชีพที่พัฒนาความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยี ซึ่งจะทำประโยชน์อย่างมหาศาลให้แก่ กลุ่มคนหรือสังคมที่ให้การสนับสนุนการใช้ความสามารถและความสนใจทางวิทยาศาสตร์ของผู้ประกอบอาชีพนี้อย่างเต็มที่

และมุมมองของ ดร.ภควรรณ หนองขุ่นสาร จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงเป็นอาชีพที่ได้รับความเข้าใจจากผู้คนทั่วไปถึงความสำคัญไม่เพียงพอ โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์พื้นฐานนอกจากนั้น ในปัจจุบันยังคงไม่เอื้อให้คนยุคหนึ่งสามารถทุ่มเทให้กับงานด้านนี้

สำหรับ ดร.สุธี วัฒนศิริเวช นักวิจัยจาก MTEC อาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่ยังไม่เป็นที่รู้จักและยอมรับมากนักในประเทศไทยขณะนี้ แต่มีความสำคัญและท้าทายมาก นักวิทยาศาสตร์ต้องมีใจรักและสนุกกับงาน และที่สำคัญต้องมีใจ ”เมตตา” คนรุ่นใหม่ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ต้องช่วยกันสร้างผลงานให้สังคมและความรู้พื้นฐานให้แน่น วิทยาศาสตร์ในประเทศไทยจึงจะมีโอกาสพัฒนาไปในทางที่ดีได้ต่อไป


จากทัศนคติและมุมมองของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ เป็นอาชีพที่ท้าทายความสามารถ

เป็นอาชีพที่เห็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าทำให้มีคุณค่า เป็นอาชีพที่เห็นสิ่งที่มีประโยชน์น้อยทำให้มีประโยชน์มาก เป็นอาชีพที่สร้างสรรค์ทรัพยากรให้มีคุณค่า เป็นอาชีพที่คนทั่วไปมองไม่เห็นแต่นักวิทยาสาสตร์มองเห็นหรืออาจจะเห็นก่อนใคร เป็นอาชีพที่มองเห็นจุดของแสงสว่างก่อนใครในท่ามกลางแห่งความมืด เป็นอาชีพที่มีความอิสระเชิงความคิด เป็นอาชีพที่สร้างสิ่งที่เป็นองค์ความรู้สู่มวลชนอย่างไม่มีขอบเขตและเป็นอาชีพที่สร้างสรรค์โลกเพื่อความเป็นมวลแห่งอารยธรรม

ดังนั้นอาชีพนักวิทยาศาสตร์จึงเป็นอาชีพที่รอคอยคนดีและมีความสามารถสูงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมพัฒนาชาติไทยและสร้างสรรค์โลกที่ท้าทายใบนี้ให้น่าอยู่ตลอดไป


พรชัย อินทร์ฉาย

นักวิชาการ

สาขา พสวท. และ สควค. สสวท.

November 20

The Twilight Saga : New Moon

 
ข้อมูลภาพยนตร์
อยากได้ยินว่ารักกัน
ชื่ออังกฤษ

The Twilight Saga: New Moon

ชื่อไทย แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 นิวมูน
ประเภทหนัง Romatic/Fantasy/Action
ผู้กำกับ Chris Weitz
ผู้แต่ง -
วันที่เข้าฉาย 19 November 2009
ความยาวหนัง -
นักแสดง Kristen Stewart, Robert Pattinson, Taylor Lautner
เรทภาพยนตร์ - ไทย
(ดูรายละเอียด)
ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไปภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เรทภาพยนตร์ - สากล PG 13 (parents strongly cautioned)
สถานที่ถ่ายทำ -
ภาษา -
เว็บไซต์ http://www.newmoonthemovie.com/
   
แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 นิวมูน | เรื่องย่อ

          The Twilight Saga : New Moon หรือชื่อไทยว่า แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 นิวมูน คือ ภาคต่อของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมายมากที่สุดในปี 2008 แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 นิวมูน คือ สงครามระหว่างแวมไพร์ มนุษย์ และ เผ่าพันธุ์หมาป่าเพื่อพิสูจน์ถึงรักแท้ มิตรภาพ ภราดรภาพ และ การเสียสละ ที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้มข้นขึ้นจาก ปฐมบท ในภาพยนตร์ Twilight 

         ใน แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 นิวมูน ทุกอย่างเริ่มต้นที่งานวันเกิดครบรอบ 18 ปี ของ เบลล่า (คริสเตน สจ็วร์ต) ที่ครอบครัวคัลเลน ของเอ็ดเวิร์ด (โรเบิร์ต แพททินสัน) จัดเป็นเซอร์ไพร์ส ปาร์ตี้ให้แด่เธอ แต่แล้ววันที่เริ่มต้นอายุ 18 ปีของ เบลล่า กลับคือบทเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อพิสูจน์ถึงคุณค่า และ การเสียสละ ที่มีความรักระหว่างมนุษย์ แวมไพร์ เป็นแรงขับดันให้กับเพื่อนพ้อง และ พี่น้องของพวกเขาต้องออกมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เบลล่า และ
เอ็ดเวิร์ด 

         เพราะ เบลล่า เผลอทำให้เลือดออก แจสเปอร์ หนึ่งในพี่น้องตระกลูคัลเลน ที่มิอาจทนความเย้ายวนของกลิ่นคาวเลือดได้ พุ่งเข้าทำร้ายเธอ เอ็ดเวิร์ด จึงตัดสินใจที่จะปกป้องผู้หญิงที่เขารักด้วยการหนีเธอไปให้ไกลที่สุด เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์กับแวมไพร์มิอาจคงอยู่ด้วยรักที่บริสุทธิ์หากแต่ร่างกายยังคงดึงดูดสัญชาติญาณความกระหายเลือดของพวกเขาอยู่ 

         เพื่อตามหาคนรัก เบลล่า ตัดสินใจทำเรื่องเสี่ยงตายทุกนาที เพราะทุกครั้งที่เธอตกอยู่ในอันตรายเธอจะรู้สึกว่า เอ็ดเวิร์ด จะมาช่วยทุกครั้งหากแต่ครั้งนี้คนที่คอยปกป้องเธอกลับกลายเป็น เจคอบ (เทย์เลอร์ เลาว์เนอร์) เพื่อนสนิท ผู้พิทักษ์ที่ให้คำสัญญากับเธอว่า เขาไม่มีวันที่จะทำให้เธอเจ็บปวด ซึ่งเจคอบ พูดจริงทำจริง เพราะเผ่าพันธุ์ของเขาคือมนุษย์หมาป่าที่มี กลุ่ม Wolfpack เพื่อนพ้องรุ่นเดียวกันที่ตั้งทีมขึ้นมาเพื่อผู้พิทักษ์ มนุษย์ จากพวกแวมไพร์กระหายเลือด เจคอบ ช่วยชีวิต เบลล่า ไว้ถึง 3 ครั้ง จากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์คว่ำ การตามล้างแค้นของ วิคตอเรีย แวมไพร์สาว ผู้ซึ่ง เจมส์ คู่รักของเธอถูกสังหารโดยครอบครัวคัลเลน และ การกระโดดหน้าผาของเพื่อตามหาเอ็ดเวิร์ด ของเบลล่า ซึ่งก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่าง แวมไพร์ กับ แวมไพร์ด้วยกันเอง เบลล่า กระโดดหน้าผาทำให้เอ็ดเวิร์ดเข้าใจผิดว่าเธอตายแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางไปยังอิตาลีเพื่อพบ กลุ่ม โวลตูรี แวมไพร์ผู้คุมกฎผู้มีอำนาจสังหารและชี้เป็นชี้ตายทุกตัวตนแห่งเผ่าพันธุ์แวมไพร์

 

 

 

New Moon

 
New Moon - new-moon-movie photo
 
 
New Moon - new-moon-movie photo
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
___new_moon__by_gongju.jpg New Moon image by xtoolate65x
 
 

แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 นิวมูน

เมื่อ Bella และ Edward ตกลงใจที่จะคบหากันได้ ทุกอย่างรอบตัวก็ดูจะสวยงามมีความหมายขึ้นมา แต่ทว่าถ้าช่วงแรกรักต้องถูกแทนที่ด้วยความร้าวฉานและระยะทางล่ะ? นั่นก็คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยให้คนในครอบครัวของ Edward กระหายเลือดของ Bella ขึ้นมา แม้จะเป็นช่วงอึดใจ แต่ความรู้สึกหวาดกลัวต่อความเป็นผีดูดเลือดของตัวเองและครอบครัวของ Edward ที่อาจจะหลงลืมทำร้าย Bella ก็ถูกจุดขึ้นมา และทำให้ครอบครัว Edward เลือกที่จะย้ายบ้านหายไปโดยมองเห็นว่าเป็นทางเลือกเดียวที่จะปกป้อง Bella ไว้ได้

ยิ่งมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันมากเท่าไหร่ ก็ทำให้ช่วงเวลาที่ปราศจากกันทรมานมากขึ้นเท่านั้น และการลาจากของ Edward ก็ส่งผลร้ายต่อ Bella อย่างเหลือเกิน ชีวิตที่ถูกเติมให้เต็มได้โดยคนคนเดียวในโลกในสายตาของ Bella พังทลายลง และไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับเธออีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Bella ก็ค้นพบทางออกในการเยียวยาตัวเองกับการไปมาหาสู่กับ Jacob หนุ่มน้อยชาวอินเดียนแดงที่หลงรักเธออย่างหมดใจ หาก Jacob ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากแต่เป็น werewolf ที่เป็นศัตรูร้ายกับผีดูดเลือด แล้ว Bella จะตัดสินใจทำอย่างไร?

 

 

 
อยากดูที่สุดเลยเรื่องนี้ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
 
 
November 19

ว่างแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 
เป็นบุคคลว่างงานแล้วว่ะ
 
ทั้งดีใจ ทั้งเบื่อนิด ๆ หึหึ
 
แต่ก็รู้สึกดีนะ รู้สึกโล่ง ๆ ดี
 
แบบว่าไม่มีเรื่องให้ต้องคิด ต้องกลุ้ม ต้องปวดหัว
 
ตอนนี้ ก็มีแต่ จะทำไรในเวลาว่าง ๆ นี้ดีน้า
 
เวลาว่างเยอะดีว่ะ ชอบจัง
 
อยากทำโน่นทำนี่ ไปโน่นไปนี่ เยอะแยะไปหมดเลย
 
คิดถึงที่ทำงานอยู่นิด ๆ
 
มันยังไม่ค่อยชิน
 
แต่ถ้าให้เลือก ระหว่างเวลานี้
 
กับเวลาที่ผ่านมา
 
รู้สึกว่าเวลานี้ มีความสุขกว่านะ ^__^
 
ถ้าไม่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ คงจะรู้สึกเริงร่า ๆ มาก ๆ
 
เดี๋ยวต้องกดดันตัวเองให้อ่านหนังสือได้แล้ว
 
เหอ ๆๆๆๆๆๆ
 
ช่วงนี้
 
ขอเก็บเกี่ยวความสุข
 
จากความว่างให้เต็มที่ก่อนน้า
 
ฮิ้วววววววววววววววววววววว ~
 
November 18

ออกจากงานแล้วจ้า

 
ออกจากงานแล้วแหละ เพิ่งออกวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ เลยอ่ะ
 
3 วันแรกที่เข้าทำงาน จำได้ว่าเป็นอะไรที่รู้สึกโหดและเหนื่อยที่สุด
 
เพราะว่าร้านแรกที่ไปทำเป็นร้านเมเจอร์รัชโยธิน
 
ที่จำนวนลูกค้าเยอะมาก ๆ วันนั้นวันเดียว พันกว่าคนได้มั้ง
 
เหนื่อยมากเลยไง
 
แล้วงานก็แบบยังทำไม่ค่อยเป็น
 
มันก็เลยกดดัน
 
ไม่นึกว่า 4 วันสุดท้าย
 
หึหึ
 
จะหนักกว่าเดิมอีก
 
งานเข้าสุด ๆ
 
กดดันกว่าเดิม
 
รู้ 4 วันก่อน visitor มาร้าน เหอะ ๆ ๆ
 
ไม่นึกว่าเตรียมร้าน มันจะเหนื่อยได้ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย
 
ใครไม่ทำ ก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นไง เหอ ๆๆๆๆ
 
แต่ก็ดี คุยกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็ขำกันสนุกสนาน
 
รู้สึกว่า ร่วมกันผ่านนรกมาด้วยกันได้แล้ว หึหึ
 
เครียดมาก ๆ ไม่นึกว่าจะเครียดได้ขนาดนั้น
 
นอนไม่หลับเลย กว่าหลับได้ก็ตีสี่เกือบตีห้า
 
นึกว่าจะตื่นไปทำงานต่อไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ
 
ขนาดฝันยังหลอนเลย
 
ฝันถึงงาน สะเปะสะปะไปหมด
 
ขนาดเข้างานเกิน 8 ชม. ตั้งสองสามวัน
 
ยังทำกันเกือบไม่ทันเลย
 
มันเหมือนต้องทำงานแข่งกับเวลา
 
ต้องใช้ความคิดเยอะด้วยว่าจะทำไรต่อดี
 
อันนี้จะทำไงดี
 
เฮ้อ คิดไปคิดมาก็มันส์ดีเหมือนกัน
 
ถ้าไม่เคยทำกันอย่างงี้
 
ก็คงไม่มีประสบการณ์จะเล่าให้ใครฟัง
 
คงนึกไม่ออก
 
ว่าความทรหดมันเป็นยังไง เหอๆๆๆ
 
จริง ๆ อยู่บู๊ทส์มีความสุขนะ
 
ถ้าเราไม่มีความคิดว่าอยากเรียนต่ออยู่ในหัว
 
เราก็คงอยากทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แล้ว
 
แต่ว่าก็นะ
 
ไหน ๆ ก็เลือกที่จะออกมาเรียนต่อแล้ว
 
ยังไงก็ต้องเอาให้ถึงที่สุดล่ะ
 
ทำความฝันของตัวเอง
 
ให้เป็นจริงกันเถอะ !!
 
คิดถึงบู๊ทส์เหมือนกัน
 
แต่ก็นะ
 
สู้ ๆ นะพลอย
 
 
November 16

บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง

 

บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง

 

                               รองศาสตราจารย์เทื้อน ทองแก้ว

                     มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

 

          ผู้บริหารระดับสูงถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญต่อองค์กรหรือหน่วยงาน เป็นผู้รับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กร ผู้บริหารที่เฉลียวฉลาด บริหารงานเก่ง มนุษยสัมพันธ์ดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีกลยุทธ์ที่ดีย่อมได้เปรียบกว่าองค์กรที่มีผู้บริหารที่มีความสามารถที่น้อยกว่า การพัฒนาตนเองของนักบริหารระดับสูง  จึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะการเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง เพื่อจะได้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ ซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร เพราะความอยู่รอดขององค์กร เป็นหน้าที่เบื้องต้นของนักบริหารระดับสูง

“The Primary task of a leader is

to ensure the survival of the organization”

 

 

 

 


หลักคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง

            มินทซ์เบอร์ก (Mintzberg, 1973) และยุคล์ (Yukl, 1989) ได้ให้หลักคิดเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารระดับสูงไว้คล้ายคลึงกัน สรุปได้ดังนี้

1.      บทบาทในด้านสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interpersonal Role)

หมายถึง บทบาทของผู้บริหารในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (networking) กับบุคคลอื่น ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ คือ

1.1 บทบาทในการเป็นประธานในพิธีต่างๆ (Figurehead Role) เป็นผู้แทนของหน่วยงานในการเข้าร่วมประชุม และบางโอกาสจะได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด

1.2 บทบาทในการเป็นผู้นำองค์กร (Leader Role) ผู้บริหารจะเป็นผู้นำทางความคิด นำทางวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ รวมทั้งการแสดงตนทั้งการพูดและการกระทำให้เห็นบทบาทที่โดดเด่น ซึ่งจะมีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจ (Motivating) ให้บุคคลมีความกระตือรือร้นในการทำงานด้วยความรับผิดชอบ มีความสามารถในการวางแผน สามารถแปลง    กลยุทธ์ไปสู่แผนงาน (แผนปฏิบัติงาน)

                        ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้เป็นผู้นำ อาจเริ่มจากการพัฒนาขีดความสามารถในการจัดการของตนเอง (Management Oneself) และการจัดการทำงานให้เป็นที่พึงพอใจของผู้บังคับบัญชา (Managing Your Boss)

1.3 บทบาทในการเป็นสื่อกลาง (Liaison Role) ผู้บริหารจะเป็นนักสื่อสาร ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจกับบุคคลทุกฝ่าย ทั้งบุคคลภายในองค์กรและบุคคลภายนอก

                        การทำหน้าที่เป็นสื่อกลางกับบุคคลในองค์กรเป็นการประสานสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับบุคคลภายใน ให้เข้าใจนโยบาย เป้าหมาย และวิธีการปฏิบัติ ซึ่งอาจดำเนินการด้วยวิธีการให้ได้ใจ ให้บุคคลภายในผูกพันรักองค์กร และให้ความร่วมมือกับผู้บริหาร ความสำเร็จของการบริหารงาน อยู่ที่ความร่วมมือของทุกคนในองค์กร การประชาสัมพันธ์ การสร้างสื่อกลางให้เข้าใจตรงกันเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้ต้องอาศัยผู้บริหารที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี การขาด           มนุษยสัมพันธ์ ไม่อาจทดแทนได้ด้วยความสามารถของผู้บริหารที่เก่งกาจ

                        สำหรับบุคคลภายนอก คือ การสร้างพันธมิตรหรือการสร้างเครือข่าย (networking) ภายนอก การมีเครือข่ายจะช่วยให้ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย เพราะมีเครือข่ายช่วยเหลือ สนับสนุน ถือว่าเป็นการพึ่งพากัน จะช่วยให้งานขององค์กรสำเร็จ เครือข่ายภายนอกอาจเป็นเครือข่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากคนต้องพึ่งพากันดังคำกล่าว

                         

                        ช่างกลึงพึ่งช่างชัก          ช่างสลักพึ่งช่างเขียน

                         ช่างรู้พึ่งช่างเรียน            ช่างติเตียนไม่ต้องพึ่งใคร

 

2.      บทบาทในด้านข้อมูล (Information Role)

บทบาทในด้านนี้คือ การมีข้อมูลขององค์กรครบถ้วน ทั้งข้อมูลบุคคล การเงิน วัสดุครุภัณฑ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งข้อมูลในอดีตและแผนงานในอนาคต ผู้บริหารจึงต้องมีข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้เป็นระบบ  สามารถนำมาตรวจสอบ อ้างอิง และตัดสินใจได้ทันที นักธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูงจะจัดทำห้องปฏิบัติการข้อมูล เป็นห้องประชุมที่มีข้อมูลเก็บไว้ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ก้าวหน้าอาจทำเป็นห้องพิเศษมีข้อมูลแต่ละด้าน เช่น ด้านการเงิน ข้อมูลภายนอก ที่เรียกย่อๆ ว่า MC (Management Cockpit)

ในด้านข้อมูลนี้ ผู้บริหารจึงต้องมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลที่เป็นทางการและข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ประกอบด้วย

2.1 บทบาทในการรวบรวมข้อมูล (Monitor Role) ในวิทยาการสมัยใหม่ที่เรียกว่า การรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้บริหาร (Tacit Knowledge) จากการอ่านหนังสือ จากการอ่านรายงาน บทสรุป บันทึกข้อความ รวมทั้งการพูดคุยกับบุคคลภายในและภายนอกองค์กร

2.2 บทบาทการแจกจ่ายข้อมูล (Disseminator Role) เป้าหมายสำคัญในเรื่องนี้ คือ ต้องการให้ทุกคนรู้เป้าหมาย นโยบาย แนวทางและวิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ทุกคนในองค์กรจำเป็นต้องรู้ข้อมูล รู้เป้าหมายซึ่งเป็นความต้องการของผู้บริหาร ผู้บริหารจึงต้อง                มีความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลสาระสำคัญและความต้องการ กระจายการรับรู้และเข้าใจไปทั่วทุกคน เป็นความรู้ที่เผยแพร่ออกไปจากผู้บริหารที่เรียกว่า Explicit Knowledge

2.3 บทบาทในการให้ข้อมูลหรือโฆษก (Spokesman Role) เป็นบทบาทของนักสื่อสาร โดยการใช้ศิลปะของการสื่อสาร การชี้แจง ทำความเข้าใจ การตอบคำถามของทุกคนที่ต้องการรู้ หรือข้องใจ ให้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ คลี่คลายความคับข้องใจ

 

3.      บทบาทในการตัดสินใจ (Decision Role)

บทบาทในการตัดสินใจ ถือว่าเป็นบทบาทหลักของผู้บริหารระดับสูง ยิ่งสูงมากยิ่งต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ หรือบางทีก็เป็นเรื่องยากๆ ผู้บริหารที่เก่ง คือ ผู้บริหารที่ตัดสินใจเร็วและถูกต้อง เป็นการตัดสินใจทางรุก ความสามารถส่วนนี้อาจขึ้นอยู่กับความรู้ดี ข้อมูลดี และมีประสบการณ์ ดังคำที่ว่า (Rogers and Blenko, 2006; p53)

 

ทุกความสำเร็จ หรือข้อผิดพลาด ทุกโอกาส หรือพลาดโอกาสมาจากการตัดสินใจ

 

การตัดสินใจที่ดี และบังเกิดผลรวดเร็ว คือ เครื่องหมายแสดงถึงองค์กรที่มีสมรรถนะสูง

 

การตัดสินใจในทางรุก (Proactive Decision) จะมีแนวทาง 3 ประการ คือ

3.1 บทบาทเป็นผู้ริเริ่มกิจการ (Entrepreneur Role) หมายถึง บทบาทในการทำหน้าที่ริเริ่ม หรือออกแบบการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน กิจกรรมใหม่ หรือการปรับปรุงให้ดีขึ้น เปลี่ยนกิจการใหม่ พัฒนาสินค้าตัวใหม่ เพื่อการขยายกิจการหรือการตลาด ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ (vision) และมีความกล้าในการตัดสินใจ มีความคิดใหม่สร้างงานใหม่ ๆ เสมอ

3.2 บทบาทเป็นนักแก้ปัญหา (Disturbance – handler Role) ผู้บริหารจะต้องเผชิญกับปัญหาตลอดเวลา ทุกวันและเกือบตลอดเวลา มีทั้งปัญหาการพัฒนางาน ปัญหาที่ไม่สามารถคาดคิดมาก่อน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคลในหน่วยงาน นักบริหารจึงต้องเป็นนักบริหารปัญหา สู้กับปัญหาและสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และให้เกิดความไว้วางใจ (Trust) ผู้บริหาร

3.3 บทบาทนักจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation Role) ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน ผู้บริหารจึงต้องเป็นนักจัดสรรทรัพยากรบุคคล เงิน วัสดุอุปกรณ์ และรางวัล รวมทั้งผลตอบแทนที่เป็นธรรม และจูงใจในทางสร้างสรรค์ให้เกิดกับบุคคลในองค์กร อย่างเป็นธรรม

การตัดสินใจเป็นบทบาทสำคัญของผู้บริหารระดับสูง  ต้องตัดสินใจตลอดเวลาในกระบวนการบริหาร  ผลการตัดสินใจจะมีผลกระทบต่อองค์กรและบุคคล  และบางทีกลับส่งผลกระทบสะท้อนกลับมายังผู้บริหารระดับสูง  จึงจำเป็นต้องชัดเจนในข้อมูลก่อนการตัดสินใจ 
ทำการตรวจสอบข้อมูล และการแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมทั้งมีความชัดเจนในบทบาทของงาน  และมองผลให้ตลอดว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นภายหลังการตัดสินใจ  โรเจอร์และเบลนโค
(Rogers and Blenko, 2006:57) กล่าวว่า กฎข้อแรกของการตัดสินใจที่ดี คือ ต้องตัดสินใจให้ตรงกับคนที่ตรงกับระดับขององค์กร กล่าวง่าย ๆ ก็คือ การตัดสินใจให้ตรงกับคนและความชัดเจน ด้วยความรวดเร็ว

ความรวดเร็วในการตัดสินใจถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับ  แมนคินส์และสตีล (Makins and Steele. 2006, P.76-78) กล่าวเป็นเชิงเร่งรัดการตัดสินใจ เพราะจะช้าเกินไปในยุคการแข่งขันว่า แผนกลยุทธ์ไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ตัดสินใจนำไปใช้หยุดโดยกล่าวเชิงประชดว่า ทำแผนเริ่มต้นตัดสินใจ (top making plans, Start making decisions) การตัดสินใจที่รวดเร็ว และถูกต้องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคคลทั้งภายในและภายนอกทำให้องค์กรได้รบความเชื่อถือ ยิ่งในยุคปัจจุบันการตัดสินใจที่รวดเร็วจะเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย

 

สมรรถนะของผู้บริหารในระดับสูงในอนาคต

            สำนักงาน ก.พ. ได้ศึกษาหาคุณลักษณะและทักษะเฉพาะของข้าราชการไทย  พบว่ามีคุณลักษณะ 11 ประการ คือ

            1.  ทักษะในการใช้ความคิด  หมายถึง การคิดอย่างมีวิสัยทัศน์  คิดกว้าง มองไกล  สอดคล้องกับสถานการณ์ และเป็นไปในแนวรุก  และมองผลสะท้อนกลับชัดเจน

            2.  การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์  หมายถึงการทำงานที่มุ่งเป้าหมาย  และทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย  กล่าวคือ มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการทำงาน  ด้วยความรับผิดชอบ ที่ให้สำเร็จตามเวลา หรือก่อน เวลาที่กำหนด

            3.  การบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า  หมายถึง  บริหารทรัพยากรทุกชนิดในองค์กร  ตั้งแต่  บุคลากร  อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างประหยัดให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

            4.  ทักษะในการสื่อสาร  หมายถึง  ความสามารถในการสื่อสารทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยใช้หลักการของการจัดการความรู้ (Knowledge management) ในการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กร สร้างความเข้าใจในเป้าหมายขององค์กร  รักองค์กร และสนับสนุนองค์กรให้ก้าวหน้า สร้างเป็นความรู้ในองค์กร (Embed Knowledge)

            5.  ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ หมายถึง  ความซื่อสัตย์ สุจริต  ไม่เรียกและรับสินบนด้วยกรณีใด ๆ

            6.  การมุ่งเน้นให้บริการต่อประชาชน  หมายถึง  การให้ความช่วยเหลือ และให้บริการประชาชน  ด้วยความรวดเร็ว  ฉับไว  ด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

            7.  จริยธรรมและคุณธรรม หมายถึง  การมีจริยธรรมและคุณธรรมสำหรับผู้บริหาร  มีความโปรงใส  ชัดเจน ตรวจสอบได้  พูดจาสุภาพแต่งกายเหมาะสม  และไม่ประพฤติเสื่อมเสีย

            8.  ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน  หมายถึง  มีความรู้ความสามารถงานหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วน  เรียกว่ารู้จริง  เข้าใจงานทั้งในส่วนกว้างและส่วนลึก  เข้าถึงและพัฒนา

            9.  ความสามารถในการแก้ปัญหา  หมายถึง การไม่ถอยหนีปัญหา  สามารถแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าได้ดี  ไม่มองปัญหาเป็นอุปสรรคในการทำงาน กลับมองปัญหาเป็นโอกาส

            10.  การทำงานเป็นทีม  หมายถึง  การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน  มีทีมทำงาน  เป็นทีมวางแผน ทีมประชาสัมพันธ์ ทีมริเริ่มทำงาน  เป็นต้น

            11.  มีทักษะขั้นพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ หมายถึง มีความรู้ทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์  มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานได้ และสามารถบริหารงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            นอกจากสมรรถนะของผู้บริหารระดับสูงดังกล่าวแล้ว สำนักงานข้าราชการพลเรือนได้จัดทำสมรรถนะในการเลือกสรรนักบริหารระดับสูง (Senior Executive Service = SES) โดย
จะประเมิน 4 ด้าน คือ

            1.  การบริหารคน ประกอบด้วย 

                        1.1  การปรับตัวและความยืดหยุ่น  (Adaptability and Flexibility) หมายถึง ความสามารถในการปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานให้กับวัฒนธรรมขององค์กร หรือสถานการณ์ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น ในมุมมองที่แตกต่างกันได้

                        1.2  ทักษะในการสื่อสาร  (Communication)  หมายถึงความสามารถในการสร้างความเข้าใจ มีทักษะในการถ่ายทอดแนวคิด แนวโน้มผู้ฟัง และผู้อื่น ให้เป็นไปตามเป้าหมาย  และได้รับการสนับสนุน

                        1.3  การประสานสัมพันธ์  (Collaborativeness) หมายถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่นได้  ก่อให้เกิดบรรยากาศเป็นกัลยาณมิตร เข้าใจซึ่งกันและกัน  มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน  สามารถประสานงานกันได้ทั้งบุคคลภายในและภายนอก

            2.  ความรอบรู้ในการบริหาร ประกอบด้วย

                        2.1 การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Managing change)  การเปลี่ยนแปลงทำให้องค์กรก้าวหน้า  ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการและวิธีการบริหาร
การเปลี่ยนแปลงและมีกลยุทธ์นำวิธีการเปลี่ยนแปลงสู่การปฏิบัติ  และที่สำคัญมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง  เมื่ออยู่ในช่วงจังหวะที่เหมาะสมด้วยการมีวิสัยทัศน์ที่ดี

                        2.2  การมีจิตมุ่งบริการ (Customer service orientation) หมายถึงการมีน้ำใจในบริการ  และมุ่งให้บริการ ด้วยความเต็มใจ  ให้ความช่วยเหลือ พยายามสนองความต้องการ  และมองผู้รับบริการให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างต่อเนื่อง

                        2.3  การวางแผนกลยุทธ์  (Strategic planning) หมายถึง ความสามารถในการวางแผน  โดยรู้จักวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน  โอกาส  และภัยคุกคาม  เพื่อกำหนดกลยุทธ์  มาจัดทำเป็นแผนที่กลยุทธ์  และนำไปสู่แผนปฏิบัติการ โครงการและงบประมาณที่สอดคล้องกัน (Alignment)

            3.  การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ประกอบด้วย

                        3.1  การทำงานให้เกิดผลบรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving result) เป็นการปฏิบัติ- งานตามแผนงานและให้เป็นไปตามเป้าหมาย  มุ่งประสิทธิผล  และประสิทธิภาพของงาน  อย่างมีคุณภาพ

                        3.2  การบริหารทรัพยากร  (Managing resources) เป็นความสามารถในการใช้ทรัพยากรขององค์กรให้เกิดผลคุ้มค่าด้วยความประหยัด  ทั้งทรัพยากรในองค์กรและภายนอกองค์กรและคำนึงการหมดไปของทรัพยากรบางชนิด เช่น แร่ธาตุ หรือทรัพยากรที่ไม่สามารถหาทดแทนได้ 

                        3.3  ความรับผิดชอบตรวจสอบได้  (Accountability) เป็น บทบาทหน้าที่สำคัญ ที่ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความสำนึกในบทบาทหน้าที่   ทำงานด้วยความโปร่งใส  ชัดเจน  และตรวจสอบได้ตลอดเวลา

            จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า  บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง  คือ ความรับผิดชอบให้การทำงานให้สำเร็จ หรือบรรลุเป้าหมาย  ซึ่งหน้าที่เป็นเบื้องต้นก็คือ การทำให้องค์กรอยู่รอดได้ ในภาวการณ์แข่งขัน  ซึ่งผู้บริหารระดับสูง จึงต้องมีบทบาทและหน้าที่ตามกำหนด ในระเบียบกฎหมายที่แต่งตั้ง ซึ่งหน้าที่หลักคือการบริหารให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารตัวผู้บริหารเอง  ในด้านศักยภาพในการบริหารให้รู้จริงและบริหารได้จริง  การบริหารคนที่เกี่ยวข้องให้เกิดการประสานงานอย่างมีพลัง  และการบริหารงานในให้บังเกิดผลสูงสุด  เหนือเป้าหมายที่กำหนด

            บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารจึงมีความสำคัญต่อองค์กร องค์กรจะเป็นอย่างไร  ขึ้นอยู่กับผู้บริหารซึ่งมีความสำคัญมาก  ร่วมกับบุคคลในทีมเสริมความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน  ร่วมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย ผู้บริหารระดับสูงคนเดียวจะทำอะไรไม่ได้     ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ใต้บังคับบัญชา  จึงต้องยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชา บริหารตนเองบ้าง (Managing The boss)  แบบร่วมมือกัน  อย่างมีเป้าหมาย องค์กรจะอยู่รอดแน่นอน

            ไม่มีผู้บริหารระดับสูงคนใดสมบูรณ์แบบที่สุด จงสร้างความเฉียบคมในจุดแข็งของท่าน และให้คนอื่นช่วยแก้ไขจุดด้อย

            “No leader is perfect the best ones don’t try to be – they concentrate on honing their strength and find other who can make up for their limitations” (Ancona, Malove, Orlikowski, Sege)

 

เอกสารอ้างอิง

 

Ancona, Deboroh, Thomas W. Malone, Wanda J. Orlikowki, and Peter M. Senge m

_______Praise of the incomplete leader. Harvard Business Review.  February 2007. p.

_______92 -114.

Rousseau, Kenneth R. Michael J, Driver. Gary Hourihan And Rikard Lesson. Decision

_______– Making Style. Harvard Business Review. February 2006.

Dutton, Robert Quinn, Emiky Heaphy, and Brianna Barker.  _Harvard Business Review,

_______January 2005, pp.75-91.

Groys berg, Boris; Andrew N. McLean, and Nitin Nohria. Are Leaders Portable?

_______Harvard Business Review. May 2006, p.p 92-102

Hamel, Gary. “Management Innovation” Harvard Business Review. February 2006,

_______pp 12 - 110

Mankins, Michael C.and Richard Steele.   Stop Making Plans, Start Making Decision.

_______Harvard Business Review. January 2006 p 76-87

Mintzberg, H. (1973).  The nature of management work. New York: Harper & Row.

Peffrey, Jeffrey. And Robert I Sutton.  Evidence – Based Management. Harvard

_______Business Review.  January 200, pp-63-74

Roberts, Laura Morgan; Gretchen Spercitqes, Jane.

Yukl G, (1984) Leadership in Organization.   Eaglewood Cliffs, N.J, Prentice – Hall.

 

wakul rattanapol

Occupation
Location
Interests
*~ If you have your dream, try to make it to be real. Impossible is nothing. Everything you want will come true. ~*