| wakul's profile*~ art is long, life is ...PhotosBlogLists | Help |
|
November 29 เปิดแล็บ เภสัชศิลปากร โรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัด 2009 เจ้าแรกในเอเชีย
November 24 อาชีพนักวิทยาศาสตร์ สำคัญไฉน ?
November 20 The Twilight Saga : New Moon
New Moon![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 นิวมูน เมื่อ Bella และ Edward ตกลงใจที่จะคบหากันได้ ทุกอย่างรอบตัวก็ดูจะสวยงามมีความหมายขึ้นมา แต่ทว่าถ้าช่วงแรกรักต้องถูกแทนที่ด้วยความร้าวฉานและระยะทางล่ะ? นั่นก็คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยให้คนในครอบครัวของ Edward กระหายเลือดของ Bella ขึ้นมา แม้จะเป็นช่วงอึดใจ แต่ความรู้สึกหวาดกลัวต่อความเป็นผีดูดเลือดของตัวเองและครอบครัวของ Edward ที่อาจจะหลงลืมทำร้าย Bella ก็ถูกจุดขึ้นมา และทำให้ครอบครัว Edward เลือกที่จะย้ายบ้านหายไปโดยมองเห็นว่าเป็นทางเลือกเดียวที่จะปกป้อง Bella ไว้ได้ ยิ่งมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันมากเท่าไหร่ ก็ทำให้ช่วงเวลาที่ปราศจากกันทรมานมากขึ้นเท่านั้น และการลาจากของ Edward ก็ส่งผลร้ายต่อ Bella อย่างเหลือเกิน ชีวิตที่ถูกเติมให้เต็มได้โดยคนคนเดียวในโลกในสายตาของ Bella พังทลายลง และไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับเธออีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Bella ก็ค้นพบทางออกในการเยียวยาตัวเองกับการไปมาหาสู่กับ Jacob หนุ่มน้อยชาวอินเดียนแดงที่หลงรักเธออย่างหมดใจ หาก Jacob ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากแต่เป็น werewolf ที่เป็นศัตรูร้ายกับผีดูดเลือด แล้ว Bella จะตัดสินใจทำอย่างไร?
อยากดูที่สุดเลยเรื่องนี้ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
November 19 ว่างแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเป็นบุคคลว่างงานแล้วว่ะ
ทั้งดีใจ ทั้งเบื่อนิด ๆ หึหึ
แต่ก็รู้สึกดีนะ รู้สึกโล่ง ๆ ดี
แบบว่าไม่มีเรื่องให้ต้องคิด ต้องกลุ้ม ต้องปวดหัว
ตอนนี้ ก็มีแต่ จะทำไรในเวลาว่าง ๆ นี้ดีน้า
เวลาว่างเยอะดีว่ะ ชอบจัง
อยากทำโน่นทำนี่ ไปโน่นไปนี่ เยอะแยะไปหมดเลย
คิดถึงที่ทำงานอยู่นิด ๆ
มันยังไม่ค่อยชิน
แต่ถ้าให้เลือก ระหว่างเวลานี้
กับเวลาที่ผ่านมา
รู้สึกว่าเวลานี้ มีความสุขกว่านะ ^__^
ถ้าไม่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ คงจะรู้สึกเริงร่า ๆ มาก ๆ
เดี๋ยวต้องกดดันตัวเองให้อ่านหนังสือได้แล้ว
เหอ ๆๆๆๆๆๆ
ช่วงนี้
ขอเก็บเกี่ยวความสุข
จากความว่างให้เต็มที่ก่อนน้า
ฮิ้วววววววววววววววววววววว ~
November 18 ออกจากงานแล้วจ้าออกจากงานแล้วแหละ เพิ่งออกวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ เลยอ่ะ
3 วันแรกที่เข้าทำงาน จำได้ว่าเป็นอะไรที่รู้สึกโหดและเหนื่อยที่สุด
เพราะว่าร้านแรกที่ไปทำเป็นร้านเมเจอร์รัชโยธิน
ที่จำนวนลูกค้าเยอะมาก ๆ วันนั้นวันเดียว พันกว่าคนได้มั้ง
เหนื่อยมากเลยไง
แล้วงานก็แบบยังทำไม่ค่อยเป็น
มันก็เลยกดดัน
ไม่นึกว่า 4 วันสุดท้าย
หึหึ
จะหนักกว่าเดิมอีก
งานเข้าสุด ๆ
กดดันกว่าเดิม
รู้ 4 วันก่อน visitor มาร้าน เหอะ ๆ ๆ
ไม่นึกว่าเตรียมร้าน มันจะเหนื่อยได้ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย
ใครไม่ทำ ก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นไง เหอ ๆๆๆๆ
แต่ก็ดี คุยกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็ขำกันสนุกสนาน
รู้สึกว่า ร่วมกันผ่านนรกมาด้วยกันได้แล้ว หึหึ
เครียดมาก ๆ ไม่นึกว่าจะเครียดได้ขนาดนั้น
นอนไม่หลับเลย กว่าหลับได้ก็ตีสี่เกือบตีห้า
นึกว่าจะตื่นไปทำงานต่อไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ
ขนาดฝันยังหลอนเลย
ฝันถึงงาน สะเปะสะปะไปหมด
ขนาดเข้างานเกิน 8 ชม. ตั้งสองสามวัน
ยังทำกันเกือบไม่ทันเลย
มันเหมือนต้องทำงานแข่งกับเวลา
ต้องใช้ความคิดเยอะด้วยว่าจะทำไรต่อดี
อันนี้จะทำไงดี
เฮ้อ คิดไปคิดมาก็มันส์ดีเหมือนกัน
ถ้าไม่เคยทำกันอย่างงี้
ก็คงไม่มีประสบการณ์จะเล่าให้ใครฟัง
คงนึกไม่ออก
ว่าความทรหดมันเป็นยังไง เหอๆๆๆ
จริง ๆ อยู่บู๊ทส์มีความสุขนะ
ถ้าเราไม่มีความคิดว่าอยากเรียนต่ออยู่ในหัว
เราก็คงอยากทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แล้ว
แต่ว่าก็นะ
ไหน ๆ ก็เลือกที่จะออกมาเรียนต่อแล้ว
ยังไงก็ต้องเอาให้ถึงที่สุดล่ะ
ทำความฝันของตัวเอง
ให้เป็นจริงกันเถอะ !!
คิดถึงบู๊ทส์เหมือนกัน
แต่ก็นะ
สู้ ๆ นะพลอย
November 16 บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง
รองศาสตราจารย์เทื้อน ทองแก้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ผู้บริหารระดับสูงถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญต่อองค์กรหรือหน่วยงาน เป็นผู้รับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กร ผู้บริหารที่เฉลียวฉลาด บริหารงานเก่ง มนุษยสัมพันธ์ดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีกลยุทธ์ที่ดีย่อมได้เปรียบกว่าองค์กรที่มีผู้บริหารที่มีความสามารถที่น้อยกว่า การพัฒนาตนเองของนักบริหารระดับสูง จึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะการเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง เพื่อจะได้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ ซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร เพราะความอยู่รอดขององค์กร เป็นหน้าที่เบื้องต้นของนักบริหารระดับสูง
“The Primary task of a leader is to ensure the survival of the organization”
หลักคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง มินทซ์เบอร์ก (Mintzberg, 1973) และยุคล์ (Yukl, 1989) ได้ให้หลักคิดเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารระดับสูงไว้คล้ายคลึงกัน สรุปได้ดังนี้ 1. บทบาทในด้านสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interpersonal Role) หมายถึง บทบาทของผู้บริหารในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (networking) กับบุคคลอื่น ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ คือ 1.1 บทบาทในการเป็นประธานในพิธีต่างๆ (Figurehead Role) เป็นผู้แทนของหน่วยงานในการเข้าร่วมประชุม และบางโอกาสจะได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด 1.2 บทบาทในการเป็นผู้นำองค์กร (Leader Role) ผู้บริหารจะเป็นผู้นำทางความคิด นำทางวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ รวมทั้งการแสดงตนทั้งการพูดและการกระทำให้เห็นบทบาทที่โดดเด่น ซึ่งจะมีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจ (Motivating) ให้บุคคลมีความกระตือรือร้นในการทำงานด้วยความรับผิดชอบ มีความสามารถในการวางแผน สามารถแปลง กลยุทธ์ไปสู่แผนงาน (แผนปฏิบัติงาน) ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้เป็นผู้นำ อาจเริ่มจากการพัฒนาขีดความสามารถในการจัดการของตนเอง (Management Oneself) และการจัดการทำงานให้เป็นที่พึงพอใจของผู้บังคับบัญชา (Managing Your Boss) 1.3 บทบาทในการเป็นสื่อกลาง (Liaison Role) ผู้บริหารจะเป็นนักสื่อสาร ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจกับบุคคลทุกฝ่าย ทั้งบุคคลภายในองค์กรและบุคคลภายนอก การทำหน้าที่เป็นสื่อกลางกับบุคคลในองค์กรเป็นการประสานสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับบุคคลภายใน ให้เข้าใจนโยบาย เป้าหมาย และวิธีการปฏิบัติ ซึ่งอาจดำเนินการด้วยวิธีการให้ได้ใจ ให้บุคคลภายในผูกพันรักองค์กร และให้ความร่วมมือกับผู้บริหาร ความสำเร็จของการบริหารงาน อยู่ที่ความร่วมมือของทุกคนในองค์กร การประชาสัมพันธ์ การสร้างสื่อกลางให้เข้าใจตรงกันเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้ต้องอาศัยผู้บริหารที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี “การขาด มนุษยสัมพันธ์ ไม่อาจทดแทนได้ด้วยความสามารถของผู้บริหารที่เก่งกาจ” สำหรับบุคคลภายนอก คือ การสร้างพันธมิตรหรือการสร้างเครือข่าย (networking) ภายนอก การมีเครือข่ายจะช่วยให้ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย เพราะมีเครือข่ายช่วยเหลือ สนับสนุน ถือว่าเป็นการพึ่งพากัน จะช่วยให้งานขององค์กรสำเร็จ เครือข่ายภายนอกอาจเป็นเครือข่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากคนต้องพึ่งพากันดังคำกล่าว
“ช่างกลึงพึ่งช่างชัก ช่างสลักพึ่งช่างเขียน ช่างรู้พึ่งช่างเรียน ช่างติเตียนไม่ต้องพึ่งใคร”
2. บทบาทในด้านข้อมูล (Information Role) บทบาทในด้านนี้คือ การมีข้อมูลขององค์กรครบถ้วน ทั้งข้อมูลบุคคล การเงิน วัสดุครุภัณฑ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งข้อมูลในอดีตและแผนงานในอนาคต ผู้บริหารจึงต้องมีข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้เป็นระบบ สามารถนำมาตรวจสอบ อ้างอิง และตัดสินใจได้ทันที นักธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูงจะจัดทำห้องปฏิบัติการข้อมูล เป็นห้องประชุมที่มีข้อมูลเก็บไว้ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ก้าวหน้าอาจทำเป็นห้องพิเศษมีข้อมูลแต่ละด้าน เช่น ด้านการเงิน ข้อมูลภายนอก ที่เรียกย่อๆ ว่า MC (Management Cockpit) ในด้านข้อมูลนี้ ผู้บริหารจึงต้องมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลที่เป็นทางการและข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ประกอบด้วย 2.1 บทบาทในการรวบรวมข้อมูล (Monitor Role) ในวิทยาการสมัยใหม่ที่เรียกว่า การรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้บริหาร (Tacit Knowledge) จากการอ่านหนังสือ จากการอ่านรายงาน บทสรุป บันทึกข้อความ รวมทั้งการพูดคุยกับบุคคลภายในและภายนอกองค์กร 2.2 บทบาทการแจกจ่ายข้อมูล (Disseminator Role) เป้าหมายสำคัญในเรื่องนี้ คือ ต้องการให้ทุกคนรู้เป้าหมาย นโยบาย แนวทางและวิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ทุกคนในองค์กรจำเป็นต้องรู้ข้อมูล รู้เป้าหมายซึ่งเป็นความต้องการของผู้บริหาร ผู้บริหารจึงต้อง มีความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลสาระสำคัญและความต้องการ กระจายการรับรู้และเข้าใจไปทั่วทุกคน เป็นความรู้ที่เผยแพร่ออกไปจากผู้บริหารที่เรียกว่า Explicit Knowledge 2.3 บทบาทในการให้ข้อมูลหรือโฆษก (Spokesman Role) เป็นบทบาทของนักสื่อสาร โดยการใช้ศิลปะของการสื่อสาร การชี้แจง ทำความเข้าใจ การตอบคำถามของทุกคนที่ต้องการรู้ หรือข้องใจ ให้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ คลี่คลายความคับข้องใจ
3. บทบาทในการตัดสินใจ (Decision Role) บทบาทในการตัดสินใจ ถือว่าเป็นบทบาทหลักของผู้บริหารระดับสูง ยิ่งสูงมากยิ่งต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ หรือบางทีก็เป็นเรื่องยากๆ ผู้บริหารที่เก่ง คือ ผู้บริหารที่ตัดสินใจเร็วและถูกต้อง เป็นการตัดสินใจทางรุก ความสามารถส่วนนี้อาจขึ้นอยู่กับความรู้ดี ข้อมูลดี และมีประสบการณ์ ดังคำที่ว่า (Rogers and Blenko, 2006; p53)
“ทุกความสำเร็จ หรือข้อผิดพลาด ทุกโอกาส หรือพลาดโอกาสมาจากการตัดสินใจ”
“การตัดสินใจที่ดี และบังเกิดผลรวดเร็ว คือ เครื่องหมายแสดงถึงองค์กรที่มีสมรรถนะสูง”
การตัดสินใจในทางรุก (Proactive Decision) จะมีแนวทาง 3 ประการ คือ 3.1 บทบาทเป็นผู้ริเริ่มกิจการ (Entrepreneur Role) หมายถึง บทบาทในการทำหน้าที่ริเริ่ม หรือออกแบบการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน กิจกรรมใหม่ หรือการปรับปรุงให้ดีขึ้น เปลี่ยนกิจการใหม่ พัฒนาสินค้าตัวใหม่ เพื่อการขยายกิจการหรือการตลาด ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ (vision) และมีความกล้าในการตัดสินใจ มีความคิดใหม่สร้างงานใหม่ ๆ เสมอ 3.2 บทบาทเป็นนักแก้ปัญหา (Disturbance – handler Role) ผู้บริหารจะต้องเผชิญกับปัญหาตลอดเวลา ทุกวันและเกือบตลอดเวลา มีทั้งปัญหาการพัฒนางาน ปัญหาที่ไม่สามารถคาดคิดมาก่อน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคลในหน่วยงาน นักบริหารจึงต้องเป็นนักบริหารปัญหา สู้กับปัญหาและสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และให้เกิดความไว้วางใจ (Trust) ผู้บริหาร 3.3 บทบาทนักจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation Role) ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน ผู้บริหารจึงต้องเป็นนักจัดสรรทรัพยากรบุคคล เงิน วัสดุอุปกรณ์ และรางวัล รวมทั้งผลตอบแทนที่เป็นธรรม และจูงใจในทางสร้างสรรค์ให้เกิดกับบุคคลในองค์กร อย่างเป็นธรรม การตัดสินใจเป็นบทบาทสำคัญของผู้บริหารระดับสูง ต้องตัดสินใจตลอดเวลาในกระบวนการบริหาร ผลการตัดสินใจจะมีผลกระทบต่อองค์กรและบุคคล และบางทีกลับส่งผลกระทบสะท้อนกลับมายังผู้บริหารระดับสูง จึงจำเป็นต้องชัดเจนในข้อมูลก่อนการตัดสินใจ ความรวดเร็วในการตัดสินใจถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับ แมนคินส์และสตีล (Makins and Steele. 2006, P.76-78) กล่าวเป็นเชิงเร่งรัดการตัดสินใจ เพราะจะช้าเกินไปในยุคการแข่งขันว่า แผนกลยุทธ์ไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ตัดสินใจนำไปใช้หยุดโดยกล่าวเชิงประชดว่า ทำแผนเริ่มต้นตัดสินใจ (top making plans, Start making decisions) การตัดสินใจที่รวดเร็ว และถูกต้องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคคลทั้งภายในและภายนอกทำให้องค์กรได้รบความเชื่อถือ ยิ่งในยุคปัจจุบันการตัดสินใจที่รวดเร็วจะเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย
สมรรถนะของผู้บริหารในระดับสูงในอนาคต สำนักงาน ก.พ. ได้ศึกษาหาคุณลักษณะและทักษะเฉพาะของข้าราชการไทย พบว่ามีคุณลักษณะ 11 ประการ คือ 1. ทักษะในการใช้ความคิด หมายถึง การคิดอย่างมีวิสัยทัศน์ คิดกว้าง มองไกล สอดคล้องกับสถานการณ์ และเป็นไปในแนวรุก และมองผลสะท้อนกลับชัดเจน 2. การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ หมายถึงการทำงานที่มุ่งเป้าหมาย และทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย กล่าวคือ มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการทำงาน ด้วยความรับผิดชอบ ที่ให้สำเร็จตามเวลา หรือก่อน เวลาที่กำหนด 3. การบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หมายถึง บริหารทรัพยากรทุกชนิดในองค์กร ตั้งแต่ บุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างประหยัดให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด 4. ทักษะในการสื่อสาร หมายถึง ความสามารถในการสื่อสารทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้หลักการของการจัดการความรู้ (Knowledge management) ในการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กร สร้างความเข้าใจในเป้าหมายขององค์กร รักองค์กร และสนับสนุนองค์กรให้ก้าวหน้า สร้างเป็นความรู้ในองค์กร (Embed Knowledge) 5. ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ หมายถึง ความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เรียกและรับสินบนด้วยกรณีใด ๆ 6. การมุ่งเน้นให้บริการต่อประชาชน หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ และให้บริการประชาชน ด้วยความรวดเร็ว ฉับไว ด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน 7. จริยธรรมและคุณธรรม หมายถึง การมีจริยธรรมและคุณธรรมสำหรับผู้บริหาร มีความโปรงใส ชัดเจน ตรวจสอบได้ พูดจาสุภาพแต่งกายเหมาะสม และไม่ประพฤติเสื่อมเสีย 8. ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน หมายถึง มีความรู้ความสามารถงานหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วน เรียกว่ารู้จริง เข้าใจงานทั้งในส่วนกว้างและส่วนลึก เข้าถึงและพัฒนา 9. ความสามารถในการแก้ปัญหา หมายถึง การไม่ถอยหนีปัญหา สามารถแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าได้ดี ไม่มองปัญหาเป็นอุปสรรคในการทำงาน กลับมองปัญหาเป็นโอกาส 10. การทำงานเป็นทีม หมายถึง การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน มีทีมทำงาน เป็นทีมวางแผน ทีมประชาสัมพันธ์ ทีมริเริ่มทำงาน เป็นต้น 11. มีทักษะขั้นพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ หมายถึง มีความรู้ทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานได้ และสามารถบริหารงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากสมรรถนะของผู้บริหารระดับสูงดังกล่าวแล้ว สำนักงานข้าราชการพลเรือนได้จัดทำสมรรถนะในการเลือกสรรนักบริหารระดับสูง (Senior Executive Service = SES) โดย 1. การบริหารคน ประกอบด้วย 1.1 การปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability and Flexibility) หมายถึง ความสามารถในการปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานให้กับวัฒนธรรมขององค์กร หรือสถานการณ์ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น ในมุมมองที่แตกต่างกันได้ 1.2 ทักษะในการสื่อสาร (Communication) หมายถึงความสามารถในการสร้างความเข้าใจ มีทักษะในการถ่ายทอดแนวคิด แนวโน้มผู้ฟัง และผู้อื่น ให้เป็นไปตามเป้าหมาย และได้รับการสนับสนุน 1.3 การประสานสัมพันธ์ (Collaborativeness) หมายถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ก่อให้เกิดบรรยากาศเป็นกัลยาณมิตร เข้าใจซึ่งกันและกัน มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน สามารถประสานงานกันได้ทั้งบุคคลภายในและภายนอก 2. ความรอบรู้ในการบริหาร ประกอบด้วย 2.1 การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Managing change) การเปลี่ยนแปลงทำให้องค์กรก้าวหน้า ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการและวิธีการบริหาร 2.2 การมีจิตมุ่งบริการ (Customer service orientation) หมายถึงการมีน้ำใจในบริการ และมุ่งให้บริการ ด้วยความเต็มใจ ให้ความช่วยเหลือ พยายามสนองความต้องการ และมองผู้รับบริการให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างต่อเนื่อง 2.3 การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic planning) หมายถึง ความสามารถในการวางแผน โดยรู้จักวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม เพื่อกำหนดกลยุทธ์ มาจัดทำเป็นแผนที่กลยุทธ์ และนำไปสู่แผนปฏิบัติการ โครงการและงบประมาณที่สอดคล้องกัน (Alignment) 3. การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ประกอบด้วย 3.1 การทำงานให้เกิดผลบรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving result) เป็นการปฏิบัติ- งานตามแผนงานและให้เป็นไปตามเป้าหมาย มุ่งประสิทธิผล และประสิทธิภาพของงาน อย่างมีคุณภาพ 3.2 การบริหารทรัพยากร (Managing resources) เป็นความสามารถในการใช้ทรัพยากรขององค์กรให้เกิดผลคุ้มค่าด้วยความประหยัด ทั้งทรัพยากรในองค์กรและภายนอกองค์กรและคำนึงการหมดไปของทรัพยากรบางชนิด เช่น แร่ธาตุ หรือทรัพยากรที่ไม่สามารถหาทดแทนได้ 3.3 ความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) เป็น บทบาทหน้าที่สำคัญ ที่ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความสำนึกในบทบาทหน้าที่ ทำงานด้วยความโปร่งใส ชัดเจน และตรวจสอบได้ตลอดเวลา จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง คือ ความรับผิดชอบให้การทำงานให้สำเร็จ หรือบรรลุเป้าหมาย ซึ่งหน้าที่เป็นเบื้องต้นก็คือ การทำให้องค์กรอยู่รอดได้ ในภาวการณ์แข่งขัน ซึ่งผู้บริหารระดับสูง จึงต้องมีบทบาทและหน้าที่ตามกำหนด ในระเบียบกฎหมายที่แต่งตั้ง ซึ่งหน้าที่หลักคือการบริหารให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารตัวผู้บริหารเอง ในด้านศักยภาพในการบริหารให้รู้จริงและบริหารได้จริง การบริหารคนที่เกี่ยวข้องให้เกิดการประสานงานอย่างมีพลัง และการบริหารงานในให้บังเกิดผลสูงสุด เหนือเป้าหมายที่กำหนด บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารจึงมีความสำคัญต่อองค์กร องค์กรจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้บริหารซึ่งมีความสำคัญมาก ร่วมกับบุคคลในทีมเสริมความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน “ร่วมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย” ผู้บริหารระดับสูงคนเดียวจะทำอะไรไม่ได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ใต้บังคับบัญชา จึงต้องยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชา บริหารตนเองบ้าง (Managing The boss) แบบร่วมมือกัน อย่างมีเป้าหมาย องค์กรจะอยู่รอดแน่นอน ไม่มีผู้บริหารระดับสูงคนใดสมบูรณ์แบบที่สุด จงสร้างความเฉียบคมในจุดแข็งของท่าน และให้คนอื่นช่วยแก้ไขจุดด้อย “No leader is perfect the best ones don’t try to be – they concentrate on honing their strength and find other who can make up for their limitations” (Ancona, Malove, Orlikowski, Sege)
เอกสารอ้างอิง
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|